FOREIGN NEWS

Unilever วางแผนที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดย่อยสลายได้ตามธรรมชาติภายในปี 2030

Unilever วางแผนที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติทั้งหมด 70,000 รายการในอีกสิบปีข้างหน้า และเปิดเผยปริมาณของคาร์บอนที่ใช้ในการผลิต เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาใหม่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

บริษัทผู้ผลิตสบู่ Dove, มายองเนสแบรนด์ Hellmann และไอศกรีม Ben & Jerry ได้เปิดเผยแผนการเมื่อวันจันทร์ เพื่อบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ของผลิตภัณฑ์ของบริษัทภายในปี 2039 นอกจากนี้ บริษัทยังกล่าวว่าจะบริจาคเงิน 1 พันล้านยูโร (1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ให้กับกองทุน climate and nature fund ที่เกี่ยวกับการปลูกป่า การอนุรักษ์สัตว์ป่า และการอนุรักษ์น้ำ

“ในขณะที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบที่รุนแรงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการต่อสู้กับปัญหาที่เป็นประเด็นร้อนแรงอย่างปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม แต่เราไม่สามารถหลงลืมได้ว่าวิกฤติสภาพอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามต่อพวกเราทุกคน” Alan Jope ซีอีโอของ Unilever กล่าวในการแถลงการณ์

เพื่อปกป้องแหล่งน้ำ บริษัทมีเป้าหมายที่จะทำให้สูตรของผลิตภัณฑ์สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติโดยทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายราย เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ย่อยสลายได้เองและยังไม่เคยผลิตมาก่อน ตามรายงานของธนาคารโลกพบว่า มีประชากรมากกว่า 2.1 พันล้านคนบริโภคน้ำดื่มที่ไม่สะอาด และ 40% ของประชากรโลกได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ

Unilever ได้รับการยอมรับจาก CDP องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งดำเนินการระบบการเปิดเผยเรื่องการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก ในฐานะผู้นำองค์กรด้านความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเป็นครั้งแรกในปี 2010 เมื่อบริษัทมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ในปี 2030

ตอนนี้บริษัทกำลังดำเนินการต่อไปและมีเป้าหมายที่จะงดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2039 จากการจัดหาวัสดุจนถึงจุดขาย ซัพพลายเออร์จะต้องเปิดเผยความเข้มข้นของปริมาณคาร์บอนของสินค้าและบริการ เพื่อให้ Unilever สามารถเผยแพร่ปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาในกระบวนการผลิตและนำผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้ซื้อ บริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเปิดเผยข้อมูลนี้บนฉลากผลิตภัณฑ์หรือเผยแพร่ทางออนไลน์ โฆษกของบริษัทกล่าว

Unilever ซึ่งมีซัพพลายเออร์ราว 60,000 รายทั่วโลก กล่าวว่าจะให้ความสำคัญกับผู้ที่กำหนดเป้าหมายในการปล่อยคาร์บอนของตนเอง

บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหลายรายจากบริษัทด้านอุตสาหกรรมสัญชาติเยอรมัน Thyssenkrupp ไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Microsoft มุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายของความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2015 มีบางกรณีตามมาด้วยการรณรงค์โดยกลุ่มนักลงทุน แต่น้อยคนนักที่จะนึกถึงUnilever ซึ่งบอกว่ามีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ถึง 2 พันล้านคนทุกวัน

บริษัทจะไม่เพียงแต่มุ่งเน้นไปที่การชดเชยการปล่อยคาร์บอน แต่จะผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเด็ดขาด Marc Marcel หัวหน้าฝ่ายซัพพลายเชนของUnilever กล่าว การชดเชยการปล่อยคาร์บอนหมายถึงการลงมือปฏิบัติในการปรับสมดุลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการระดมทุนการออมคาร์บอนไดออกไซด์ให้เทียบเท่าจากที่อื่น เช่น การปลูกต้นไม้หรือโครงการพัฒนาที่ยั่งยืน คำถามยังคงอยู่ที่วิธีการชดเชยที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Unilever กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ากำลังจะประสบความสำเร็จในการงดทำลายป่าในกระบวนการห่วงโซ่อุปทานภายในปี 2023 โดยใช้การตรวจสอบผ่านดาวเทียม การติดตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และมีระบบติดตามสินค้าเพื่อทำความเข้าใจถึงแหล่งที่มาของสินค้านั้นว่าเป็นอย่างไร

บริษัทยังกล่าวว่าจะทำงานร่วมกับเกษตรกรรายย่อย เพื่อทำการฟื้นฟูสภาพของพื้นดิน การอนุรักษ์น้ำ และการรักษาสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยจะทำโครงการดูแลและอนุรักษ์น้ำสำหรับชุมชนท้องถิ่นทั้งหมด 100 แห่งภายในปี 2030

“ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรและผู้ถือครองที่ดินรายย่อยในการผลิตทางการเกษตรที่ยั่งยืนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อหยุดยั้งการทำลายป่าไม้” Engel กล่าว

เมื่อปีที่แล้ว Unilever และ Nestlé ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งเป็นแหล่งขยะที่สำคัญของมหาสมุทรและแหล่งน้ำ Nestlé กล่าวว่ายินดีที่จะจ่ายมากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างตลาดสำหรับวัสดุรีไซเคิลที่เหมาะสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร ทั้งสองบริษัทมีส่วนร่วมในโครงการ Loop ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการผลิตพลาสติกที่ใช้เพียงครั้งเดียว

ที่มา: https://edition.cnn.com/