FOREIGN NEWS

ดิสนีย์ประกาศเมื่อวันอังคารว่าจะผลิตภาพยนตร์เรื่อง “Star Wars” อีกสามเรื่อง ซึ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ในปี 2022

เหล่าบรรดาคอหนังก็จะต้องอดใจรอชมภาพยนต์เรื่องต่อไป ในอีก 3 ปีข้างหน้า เว้นช่วงจาก “สตาร์ วอร์ส : กำเนิดใหม่สกายวอล์คเกอร์” ซึ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 20 ธันวาคม โดยเรื่องถัดไปจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2022.
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัท วอล์ท ดีสนีย์ ได้เปิดเผยกำหนดการของการลงจอภาพยนตร์ สตาร์ วอร์ส อีก 2 เรื่องว่าจะสามารถที่จะนำออกฉายสู่สายตาคอหนังได้ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2024 และ ปี 2026 ตามลำดับ รวมทั้งจะมีการแจ้งกำหนดวันที่จะเข้าฉายสำหรับ อวตาร ภาคต่อเนื่องอีกด้วยภาพยนตร์ อวตาร ในภาคแรก ช่วงปี 2009 นั้นสามารถทำรายได้จากทั่วโลกอย่างมหาศาลให้บริษัทที่ราวๆ 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ
อวตาร 2 จะเลื่อนกำหนดการเข้าฉายจากเดิมในวันที่ 18 ธันวาคม ปี 2020 ไปเป็นวันที่ 17 ธันวาคม ปี 2021 แทน โดยจะสลับการเข้าฉายในแต่ละปีกับเรื่องสตาร์ วอร์สโดย อวตาร ในภาคต่อๆ ไปก็จะปล่อยภาพยนตร์ออกสู่สายตาคอหนังในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2023, 2025 และ ปี 2027 ตามลำดับ
ฝ่ายข่าวธุรกิจ ของสำนักข่าว CNN ได้รายงานว่า บริษัท วอล์ท ดีสนีย์ นั้นยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่องของภาพยนตร์ หรือให้รายละเอียดในเค้าโครงเรื่องของภาพยนตร์เรื่องใหม่ของทั้ง สตาร์ วอร์ส และ ภาพยนตร์อวตาร ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อมูลที่แน่ชัดว่า ภาพยนตร์ สตาร์ วอร์ส อีก 3 เรื่องนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของไตรภาค หรือ จะเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับตระกูล สกาย วอล์คเกอร์
ภาพยนตร์ สตาร์ วอร์ส นั้นสามารถทำรายได้ราว 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากการเข้าฉายภาพยนต์ทั่วโลกใน ปี 1977 นอกจากนี้วอล์ท ดีสนีย์ ยังมีรายได้จากภาพยนตร์อีก 4 เรื่องที่ทำรายได้รวมกันอยู่ที่ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐใน ปี 2015
Disneyได้รับลิขสิทธิ์ “Avatar” เมื่อเสร็จสิ้นการซื้อขาย 71 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของ21st Century Fox เมื่อต้นปี บริษัทยังประกาศว่า จะมีภาพยนตร์ Marvel อีกสองเรื่องในปีหน้า คือในวันที่ 1 พฤษภาคมและ 6 พฤศจิกายน หลังจากนั้นสตูดิโอจะเปิดตัวภาพยนตร์อีกสามเรื่องในปี 2021 และอีกสามเรื่องในปี 2022
Marvel กำลังจะเปิดตัวภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วย “Avengers: Endgame” ซึ่งทำสถิติสูงถึง 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้วนั่นรวมไปถึงการเปิดตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 357 ล้านเหรียญสหรัฐ ในทวีปอเมริกาเหนือ

ที่มา: https://edition.cnn.com/