FOREIGN NEWS

สื่อทางการของจีน กล่าวหาประเทศสหรัฐอเมริกาว่า “พร้อมฉกทุกเมื่อ ในทุกโอกาส”

ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ เราๆ ท่านๆ คงจะได้เห็นสื่อทางการของจีนหลายหัวต่างโจมตีการกระทำของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีต่อ แอพพลิเคชั่น Tik Tok ของบริษัท ByteDance ว่าเป็นการกระทำที่ “น่ารังเกียจสิ้นดี ” ประเด็นร้อนนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน ยิ่งดูจะเปราะบางและเห็นรอยร้าวชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิมกันเลยทีเดียว  เมื่อวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2563 บรรณาธิการข่าว จาก Global Times ของประเทศจีนได้ตีพิมพ์ข้อความโดยระบุว่า “สหรัฐอเมริกาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับประเทศคู่ค้าอย่างจีนนั้น แปรเปลี่ยนไปจากเดิมมาก โดยเริ่มต้นจากการที่สหรัฐพยายามทุกวิถีทาง ที่จะหาทางกำจัดคู่แข่งทางการค้ายักษ์ใหญ่จากจีนให้สิ้นซากกันไปเลย และเพื่อให้บรรลุยังเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ สหรัฐก็พร้อมที่จะเดิมเกมส์โดยไม่สนใจในกฎ กติกาและมารยาทที่พึงมี พึงปฎิบัตินั่นเอง”  ประเด็นร้อนเกี่ยวกับ “ทิศทางอนาคตของแอพพลิเคชั่น Tik Tok จะอยู่หรือไป” ได้ถูกพาดหัวข่าว ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ แอพพลิเคชั่น Tik Tok ของบริษัท ByteDance จากประเทศจีน ได้ถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาขู่จะแบนการใช้งานแอพพลิเคชั่นดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีของสหรัฐ กล่าวหาว่า แอพพลิเคชั่น Tik Tok นั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา

Read more
FOREIGN NEWS

ทำไมเหล่าบรรดานักลงทุนและเซียนหุ้นจากทั่วทุกมุมโลก ถึงต้องเกาะติดกับชะตากรรมของแอพพลิเคชั่น Tik Tok

ทำไมเหล่าบรรดานักลงทุนและเซียนหุ้นจากทั่วทุกมุมโลก ถึงต้องเกาะติดกับชะตากรรมของแอพพลิเคชั่น Tik Tok ว่าจะอยู่หรือไปกันด้วยล่ะ ทั้งๆ ที่แอพพลิเคชั่นนี้กำลังอยู่ในกระแสความนิยมอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก? คำถามที่ว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับแอพพลิเคชั่น Tik Tok?”  คำถามนี้ดูเหมือนว่า มันจะไม่ใช่เป็นคำถามที่ค้างคาใจเฉพาะกับเหล่าบรรดาผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่น Tik Tok ชาวอเมริกันกว่าหลายล้านคนเท่านั้น  หากแต่เป็นคำถามที่ทำให้เหล่าบรรดานักลงทุนและเซียนหุ้นต่างต้องหันกลับมามอง ในเรื่องของทิศทางการลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กันด้วยแล้วล่ะจ้ะ การเลียนแบบสีหน้า ท่าทาง การเคลื่อนไหวต่างๆ จากวีดีโอต้นฉบับ ในแอพพลิเคชั่น Tik Tok นั้นกำลังได้รับความนิยมกันอย่างล้นหลามไปทั่วโลกจริงๆ แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ใช้อ้างยืนยันว่า แอพพลิเคชั่น Tik Tok ของประเทศจีน นั้นเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่ประเทศจีนใช้เป็นเครื่องมือในการสอดแหนมข้อมูลของผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่น Tik Tok ในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงถือได้ว่าแอพพลิเคชั่น Tik Tok ของประเทศจีน นั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างยิ่ง และความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสองนี้  ไม่ว่าจะเรื่องสงครามทางการค้า การกีดกันในเรื่องต่างๆ ที่สหรัฐมีต่อประเทศจีนล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศดูจะอ่อนล้า อ่อนกำลังกันไปด้วยกันทั้งคู่นั่นเอง  จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ได้ออกมาระบุว่า “Microsoft –

Read more
FOREIGN NEWS

Google – บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกสัญชาติอเมริกัน อนุญาตให้พนักงานของบริษัทสามารถขยายเวลาทำงานที่บ้าน (work from home) ต่อไปได้อีก

Google – บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกสัญชาติอเมริกัน อนุญาตให้พนักงานของบริษัทสามารถขยายเวลาทำงานที่บ้าน (work from home) ต่อไปได้อีก ลากยาวไปจนถึงช่วงฤดูร้อนของปีหน้ากันเลยจ้า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฝ่ายสื่อสารองค์กรของ Google ได้ออกมาเปิดเผยกับทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า “Google จะขยายระยะเวลาการทำงานที่บ้าน (work from home) ให้กับพนักงานของ Google ต่ออีก โดยบริษัทได้กำหนดระยะเวลาในเบื้องต้นไว้ถึงช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2021” โดยกำหนดการเดิมนั้น Google ได้อนุญาตให้พนักงานส่วนใหญ่สามารถปฎิบัติงานที่บ้านได้ไปจนถึงสิ้นปี 2020 แต่ก็จะมีพนักงานบางส่วนที่มีความจำเป็นต้องปฎิบัติงาน ณ ที่ทำการของบริษัท ก็จะได้กลับเข้ามาปฎิบัติงานได้ก่อน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและความจำเป็น เป็นกรณีๆ ไปนั่นเอง การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google ได้มีการขยายระยะเวลาให้พนักงานของบริษัทสามารถปฎิบัติงานที่บ้านยาวไปจนถึงปีหน้าก็ได้ทำให้ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างจับจ้องว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายต่อหลายบริษัทยังคงเตรียมความพร้อมรับมือกับเจ้ามหันตภัยร้ายไวรัสโควิด-19 ที่ยังอาจจะดำรงอยู่กับประชากรโลกต่อไปอีกสักพักใหญ่ๆ เลยหรือไม่ พวกเราคงต้องติดตามสถานการณ์โรคระบาดนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป บริษัทยักษ์ใหญ่คงจะเป็นต้นแบบให้กับอีกหลายๆ บริษัททั่วโลกต่างงัดนโยบาย work from home กลับมาใช้กันอย่างเนืองแน่นกันต่อไป ข้อมูลจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยังได้ออกมาระบุด้วยว่า Sundar Pichai – ซีอีโอของ Google

Read more
FOREIGN NEWS

เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้ศูนย์ พร้อมกล่าวว่าการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาด

หลังจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เสร็จสิ้นการประชุมการกำหนดนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ไปเมื่อวันพุธที่ 29 กรกฎาคม (ที่ผ่านมา) ก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้กับสาธารณชนทราบดังนี้ : คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด มีมติให้ คงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำใกล้ 0% ต่อไป พร้อมเน้นย้ำว่า การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 นั้น เป็นตัวฉุดรั้งที่เลวร้ายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้นเฟดจะระดมสรรพกำลังและทุกเครื่องมือทางการเงิน มาใช้เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐให้สามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้อย่างรวดเร็วและดีที่สุด นอกจากนี้ เฟด ยังระบุด้วยว่า “ในขณะนี้สหรัฐอเมริกา มีตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยืนยันสะสมสูงทะลุ 4 ล้านคนไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุหลักๆ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาเกิดสภาวะการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ การจ้างงานที่ลดลง ภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงการทำให้ประชาชนของสหรัฐต้องมีวิถีการดำเนินชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปจากโรคระบาดดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวสะสมติดต่อกัน มาอย่างยาวนานในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน” แม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มดีดตัวสูงขึ้นหลังจากที่หยุดชะงักในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงต่ำมากตั้งแต่ช่วงต้นปี “สิ่งที่ข้อมูลแสดงให้เห็นคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดูเหมือนว่าจะชะลอตัวลง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนมิถุนายน” Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธ เจอโรม พาวเวล – ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “การแพร่ระบาดของมหันตภัยร้ายโควิด-19 ได้มีการแพร่ระบาดอย่างหนักและขยายตัวเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วในชนกลุ่มน้อย, กลุ่มสตรี รวมทั้งกลุ่มประชากรผู้มีรายได้น้อยของประเทศ” ในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสภาคองเกรสที่ออกมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิช่วยให้ธุรกิจยังคงดำเนินการต่อไปและช่วยผู้คนที่ต้องอยู่ในบ้านของพวกเขา

Read more
FOREIGN NEWS

หุ้นของ Kodak เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถูกสั่งพักการซื้อขายถึง 20 ครั้งภายในวันเดียว

หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ออกประกาศเมื่อวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2563 หนุนโกดักให้เป็นผู้ผลิตยาต้านไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างหนักทั่วโลก โดยรัฐบาลของทรัมป์ได้ให้การผลิตยานี้อยู่ภายใต้กฎหมาย “การผลิตยาเพื่อกองทัพ” ส่งผลให้ราคาหุ้นของโกดัก พุ่งทะยานทะลุขอบฟ้ากันไปในทันที และไม่มีแนวโน้มว่าราคาจะหยุดนิ่งหรือลดลงแต่อย่างใด จนทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องงัดมาตรการ Circuit breakers มาใช้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การสั่งพักการซื้อขายชั่วคราวไปถึง 20 ครั้ง ภายในวันเดียวกันนั่นเอง ข่าวที่ทั่วโลกต่างจับจ้องและให้ความสนใจเป็นที่สุด ในช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้ คงจะไม่มีข่าวใดที่จะน่าสนใจและน่าติดตามเท่าข่าวนี้อีกแล้วจ้ะ กับข่าวที่ว่านี้ ก็คือ การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐได้อนุมัติวงเงินกู้สูงถึง 765 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ Kodak Pharmaceuticals ใช้ในการผลิตสารที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตยาต้านไวรัสโควิด-19    โดยเหตุผลหลักๆ ก็เพื่อต้องการลดการพึ่งพิงผู้ผลิตยารายใหญ่ๆ จากต่างประเทศนั่นเอง (เอาที่สบายใจเลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ ก็คือ ประชากรจากทั่วทุกมุมโลกนั่นเอง หากยาตัวนี้มีประสิทธิภาพและใช้ในการต้านไวรัสโควิด-19 ได้ เราๆ ท่านๆ จะได้อยู่รอดปลอดภัยกันเสียที) ทันทีที่มีข่าวนี้เผยแพร่ออกไป เหล่าบรรดานักลงทุน

Read more
FOREIGN NEWS

การสวมหน้ากากอนามัยยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างร้อนแรงในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ทั่วโลกต่างตระหนักและให้ความสำคัญกับการสวมหน้ากากอนามัยอย่างยิ่งยวดกันแล้ว

หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ยืนกรานมาโดยตลอดว่าจะไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์  ถึงกับออกคำแถลงการณ์สั้นๆ ที่ทำเนียบขาวว่า “ขอให้ประชาชนชาวอเมริกันทุกคน สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะและไม่สามารรักษาระยะห่างทางสังคมที่ระยะ 2 เมตรได้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า หากสถานที่แห่งนั้นมีความแออัดมากๆ จนไม่สามารถยืนห่างกันที่ระยะ 2 เมตรได้ ก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคระบาดโควิด -19”   มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าได้มีการเปลี่ยนความคิดอย่างฉับพลันเกี่ยวกับเรื่องความจำเป็นของการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าในที่สาธารณะ หลังจากที่ต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างหนักทั่วสหรัฐอเมริกาว่าเป็นต้นเหตุให้ประชาชนชาวอเมริกันต้องติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยตัวเลขยืนยันที่ 4 ล้านคน เหล่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ได้รณรงค์เรียกร้องมาโดยตลอดในช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 จวบจนปัจจุบันว่า ขอให้ประชาชนชาวอเมริกันทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งให้ประชาชนในรัฐของตนเอง ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะ ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงปฎิเสธที่จะใช้มาตรการดังกล่าวกับทุกรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทรัมป์ ให้เหตุผลว่า “เค้าต้องการให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลนั่นเอง”  ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีการนำมาตรการประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า กรณีที่ต้องออกนอกเคหะสถานทุกกรณีจนกลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ที่ผู้คนทั่วโลกปฎิบัติกันจนคุ้นชินไปกับการดำเนินชีวิตประจำวันไปแล้วโดยปริยายกันเลยทีเดียว

Read more
FOREIGN NEWS

Aldi วางแผนที่จะเปิดสาขา 70 แห่งในสหรัฐอเมริกา

Aldi – ร้านค้าปลีกสัญชาติเยอรมัน คิดต่างกับเหล่าบรรดาธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาที่ต่างก็ทยอยปิดสาขา ปิดตัวลง หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ปิดกิจการกันไปเลย เนื่องจากทนแบกรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อไปไม่ไหว แต่ Aldi กลับมองว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสดีๆ ที่สดใสให้ได้ไขว่คว้าและเดินหน้าได้อยู่เสมอ และนั่นจึงเป็นที่มาของแผนดำเนินธุรกิจ ที่ Aldi ตั้งเป้ารุกขยายตลาดค้าปลีกอีก 70 สาขาในสหรัฐอเมริกานั่นเอง  เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกสัญชาติเยอรมันอย่าง Aldi ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนดำเนินธุรกิจตลาดค้าปลีกของบริษัทว่า ทางบริษัทเตรียมที่จะเปิดร้านค้าปลีกอีก 70 สาขาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ได้ภายในปี 2020 นี้ และอีกไม่นานเกินรอ Aldi ก็จะมีร้านค้าปลีกทั่วสหรัฐอเมริกามากกว่า 2,200 สาขา แต่เป้าหมายสูงสุดของ Aldi  คือการขึ้นแท่นเป็นร้านค้าปลีกที่มีสาขามากเป็นอันดับที่ 3 ในสหรัฐอเมริกาให้ได้ภายในปี 2022 และต้องมีสาขาให้ได้ไม่ต่ำกว่า 2,500 สาขา นั่นเอง (จะเป็นรองก็แค่ Kroger และ Walmart เท่านั้น) Aldi ไม่ได้ประกาศออกมาว่าจะเปิดสาขาใหม่ทั้ง 70

Read more
FOREIGN NEWS

Nestlé เตรียมหั่นแบรนด์ท้องถิ่นบางส่วนในประเทศจีน

เนสท์เล่ – บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลกสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “ฝ่ายการตลาดต่างประเทศของเนสท์เล่ ได้มีการทำวิจัยและการสำรวจความต้องการของผู้บริโภคแดนมังกร ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์น้ำดื่มบรรจุขวดของเนสท์เล่ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังของเนสท์เล่ที่วางขายอยู่ทั่วทุกมุมโลก อาทิเช่น แบรนด์ Perrier, Acqua Panna, San Pellegrino รวมทั้งแบรนด์น้ำดื่ม ที่ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบของประเทศจีน เพื่อขายในประเทศจีนโดยเฉพาะอย่างเช่น Nestle Pure Life และ Da Shan Yunnan Spring และก็ได้ข้อสรุปว่า น้ำดื่มบรรจุขวดที่ขายดีที่สุดในประเทศจีน กลับเป็นน้ำดื่มบรรจุขวดที่ใช้วัตถุดิบของประเทศจีนในการผลิตที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ในขณะที่สินค้าแบรนด์ดังๆ ระดับพรีเมี่ยมของบริษัทกลับขายได้น้อยในแดนมังกรแห่งนี้ บริษัทจึงได้มีการทบทวนและได้กำหนดเป้าหมายการทำการตลาดในประเทศจีนใหม่ โดยจะเน้นขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศจีน และมียอดขายสูงทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำให้กับบริษัทเนสท์เล่ ส่วนผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากแดนมังกรแต่ยอดขายต่ำ ก็จะตัดออกจากไลน์การผลิต เราจะทุ่มตลาดเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่งในประเทศจีนให้ได้มากที่สุด” บริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุดของโลกยืนยันกับซีเอ็นเอ็นธุรกิจเมื่อวันอังคารว่า บริษัทกำลังพิจารณาตัวเลือกสำหรับธุรกิจน้ำดื่มบรรจุขวดในประเทศ ซึ่งรวมถึงยอดขายที่มีความเป็นไปได้ บริษัทสัญชาติสวิสขายแบรนด์ต่างประเทศระดับพรีเมี่ยมในประเทศจีนรวมถึง Perrier, Acqua Panna และ San Pellegrino แต่แบรนด์น้ำดื่มที่ขายดีที่สุดของบริษัทกลับเป็นแบรนด์ท้องถิ่นในประเทศจีน คือ Nestlé Pure Life และ

Read more
FOREIGN NEWS

Coke จะกำจัดแบรนด์ที่ไม่ทำกำไร หลังจากยกเลิกการทำแบรนด์ Odwalla มาหลายสัปดาห์แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา James Quincey – ซีอีโอ แห่งค่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่อย่างโค้ก ได้กล่าวรายงานผลประกอบการของบริษัทในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ว่า “บริษัทกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการที่จะหยุดการผลิตแบรนด์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือทำรายได้น้อยเกินไป จนไม่คุ้มค่าที่จะเพิ่มงบค่าใช้จ่ายกับสินค้านั้นๆ ของบริษัทอีกต่อไป หรือที่เรียกกันว่า ซอมบี้แบรนด์ เป็นแบรนด์ที่ไม่มีการเกิดหรือคงอยู่ได้ในตลาดอีกต่อไป ออกจากไลน์การผลิตของบริษัทนั่นเอง  อย่างที่เห็นเด่นชัดในตอนนี้ก็จะมี สมูทตี้น้ำผลไม้ปั่นที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า Odwalla ที่เติบโตอยู่ในตลาดมานานกว่า 10 ปีและตอนนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป ซึ่งก็เป็นไปตามยุค ตามสมัย นอกจากนี้ ทางทีมงานของบริษัทก็อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลความคุ้มทุนที่จะดำเนินการผลิตหรือหยุดการผลิตในผลิตภัณฑ์แบรนด์ตัวใดของบริษัทอีกหรือไม่ หากศึกษาแล้วพบว่า สินค้าแบรนด์ใดไม่มีทางฟื้นคืนชีพได้อีกต่อไป ทางบริษัทก็มีความจำเป็นที่จะต้องตัดแบรนด์ดังกล่าวออกจากไลน์การผลิตทันที เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกไป” ในช่วงไม่กี่เดือนนี้ Coca-Cola ก็เป็นเช่นเดียวกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อื่นๆ ที่ต้องปรับปรุงการนำเสนอผลิตภัณฑ์และปรับปรุงแบรนด์สินค้าที่มีขนาดใหญ่และขายดีที่สุด เพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทาน ขณะนี้ Coca-Cola กำลังเพิ่มความพยายามมากขึ้นเป็นสองเท่า เจอพิษวิกฤตเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เครื่องดื่มน้ำอัดลมจากค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโค้ก ทำให้ยอดขายในไตรมาสที่ 2 หดหายไปถึง 28% คิดเป็นเงิน 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยจ้า James Quincey – ซีอีโอ แห่งค่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมโค้ก

Read more
FOREIGN NEWS

หุ้นไอบีเอ็มพุ่งขึ้นหลังผลประกอบการดีกว่าที่คาดไว้

นักลงทุนแห่ช้อนซื้อหุ้นไอบีเอ็มกันรัวๆ จนพุ่งทะยานไปถึง 6% เมื่อปิดตลาดการซื้อขายในช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อขานรับข่าวดีหลังจากทราบรายงานผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ว่ามันไปได้สวยทีเดียว และไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ Wall Street ได้เคยคาดการณ์ไว้ว่าผลประกอบการของไอบีิเอ็มจะลดต่ำลงมาก เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้าไปเต็มๆ นั่นเอง บริษัทไอบีเอ็ม ได้รายงานราคาต่อหุ้นของไอบีเอ็ม ณ ขณะนี้อยู่ที่ 2.18 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น – ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงไปถึง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไอบีเอ็ม มีรายได้จากผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 รวมทั้งสิ้น 18.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ  Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ไอบีเอ็มสามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลกได้อย่างงามๆ เลยก็ว่าได้ หน่วยงานที่สร้างรายได้แบบฉุดไม่อยู่ให้กับไอบีเอ็มก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากส่วนงาน Cloud Computing และส่วนงาน Software  นั่นเอง เนื่องจากทั้งสองส่วนงานได้ทำรายได้ให้กับไอบีเอ็มสูงถึง 3% หรือคิดเป็น 5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา (ทำให้บุคลากรทั้ง 2 ส่วนงานนี้แจ้งเกิดในองค์กรสามารถต่อยอดเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานในบัดดลกันเลยทีเดียว) ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากมีการเผยแพร่รายงานนี้ออกมา ราคาหุ้นของไอบีเอ็มเพิ่มขึ้นประมาณ

Read more