FOREIGN NEWS

โอเปค ตั้งเป้าลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบต่อไปอีกจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า(ปี คศ.2020) เพื่อดึงราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น

โอเปคออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ทางโอเปคจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบต่อไปอีก9 เดือน เพื่อดึงราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น เนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศที่มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในภาพรวม หรือแม้แต่คู่แข่งทางการค้าอย่างสหรัฐอเมริกาที่พยายามเพิ่มกำลังการผลิตอยู่ในขณะนี้
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมของกลุ่มผู้นำโอเปค ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ประชุมของกลุ่มโอเปคได้บรรลุข้อตกลงในเรื่องกรอบระยะเวลาของการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ โดยให้ขยายระยะเวลาต่อไปอีกจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม ปีค.ศ. 2020 เนื่องจากการปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบได้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งกรอบระยะเวลาเดิมนั้นกำลังจะครบกำหนด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องขยายกรอบเวลาต่อไปอีก
โอเปคกล่าวว่าการตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความเป็นจริงที่ว่า เศรษฐกิจที่กำลังซบเซาได้กระจายตัวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้า นโยบายของธนาคารกลาง และประเด็นทางการเมือง
สมาชิกของกลุ่มโอเปคส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการที่จะทำกฎบัตร-ซึ่งเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีข้อผูกพันแน่นอน กับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นนอกกลุ่มโอเปค อาทิเช่น รัสเซีย แม้ว่าจะมีประเทศอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มโอเปคไม่เห็นด้วยก็ตาม
สมาชิกของกลุ่มโอเปคที่มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบได้มากที่สุดอย่างประเทศซาอุดิอาระเบียได้มีหารือกับพันธมิตรที่ทรงอิทธิพลของคาร์เทลอย่างประเทศรัสเซีย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในเรื่องการขยายระยะเวลาการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบออกไปอีก เพื่อปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบโลกตกลงอย่างหนัก บางคนอาจมีคำถามว่าคาร์เทลนั้นมีความจำเป็นและสำคัญอย่างไรต่อการทำการค้า คาร์เทลนั้นมีความสำคัญ เป็นการทำความตกลงร่วมมือกันของกลุ่มอุตสาหกรรมในที่นี้คือกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันดิบเพื่อควบคุมผลการผลิต และเพื่อยกระดับราคา และผลกำไรของการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มนั่นเอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้มีการรือกับผู้บริหารของรัสเซียนอกรอบการประชุม จากการไปประชุมสุดยอดผู้นำG20 ที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมา
“ในระหว่างการประชุม พวกเขาได้พูดคุยถึงทางเลือกในการขยายข้อตกลงโอเปก รวมถึงความร่วมมือในด้านน้ำมันและก๊าซระหว่างราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย” สำนักข่าวซาอุดิอาระเบียรายงาน
ราคาน้ำมันดิบเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่อขานรับกับข่าวของกลุ่มโอเปครวมทั้งข่าวการสงบศึกชั่วคราวของสหรัฐอเมริกาที่ทำสงครามการค้ากับประเทศคู่แข่งอย่างประเทศจีน จากกระแสข่าวดีก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันของสหรัฐอเมริกาปรับตัวสูงขึ้นอีก 1.1 %
การลดปริมาณการผลิตได้รับแรงหนุนจากอิหร่าน ซึ่งเป็นคู่แข่งระดับภูมิภาคของซาอุดิอาระเบีย แม้จะมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับสงครามในเยเมน และการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบ Hormuz
แหล่งข่าวจากผู้บริหารระดับสูงของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นบิสซิเนสว่า” ประเทศอิหร่านนั้นอย่างไรก็ได้ ที่กลุ่มโอเปคจะขยายระยะเวลาการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบต่อไปอีก ไม่ว่าจะเป็นอีก 6 เดือน 7 เดือน หรือ 8 เดือน ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ดูจะไม่ปลื้มกับเรื่องที่กลุ่มโอเปคจะมีการขยายระยะเวลาการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบต่อไปอีกจนถึงเดือนมีนาคม ปีค.ศ. 2020 เนื่องจากประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเองได้พยายามเรียกร้องหลายครั้งหลายคราให้กลุ่มโอเปคเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบได้แล้ว เพราะการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาก๊าซของประเทศสหรัฐ
จากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีราคาสูงขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ในขณะที่การส่งออกน้ำมันดิบของประเทศอิหร่านได้ลดลงอย่างหนักนับแต่วันที่ครบกำหนดการผ่อนผันให้กับประเทศพันธมิตร อาทิเช่น ประเทศอินเดีย สามารถซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านได้ แต่ให้ลดปริมาณการสั่งซื้อลงและหาซื้อจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายอื่นแทน และให้สิ้นสุดการผ่อนผันในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา
สหรัฐอเมริกาแซงหน้าซาอุดิอาระเบียและรัสเซียในการเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องขอบคุณการเติบโตของ Permian Basin ในรัฐWest Texas ซึ่งทำให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากโอเปกลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามทศวรรษ

ที่มา: https://edition.cnn.com/