FOREIGN NEWS

แม้จะมีสัญญาณภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจปรากฏให้เห็น แต่ชาวอเมริกันยังคงออกมาจับจ่ายซื้อของที่ห้าง Walmart

ถึงแม้ว่าสหรัฐจะเริ่มฉายแววให้เห็นอยู่รำไรๆ ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเองนั้นก็มีปัจจัยความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย แต่ประชาชนชาวอเมริกันยังคงเลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันที่วอลมาร์ทกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งไม่ขาดสาย
หลังจากที่ตลาดหุ้นวอลสตรีทเปิดตลาด ทำราคาหุ้นดิ่งหนักไปหลายร้อยจุดเนื่องจากนักลงทุนยังมีความวิตกกังวลอย่างมากที่เศรษฐกิจของสหรัฐจะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไม่ว่าจะมาจากปัจจัยผลตอบแทนของพันธบัตร หรือแม้แต่เรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ดูท่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน ทางวอลมาร์ทได้ออกโรงเตือนนักลงทุนให้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ อย่างละเอียด อย่าได้ตื่นตระหนกไปกับกระแสข่าวที่มีความอ่อนไหวต่างๆ
Walmart ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหุ้น Dow Jones และเป็นตัวชี้วัดการใช้จ่ายของผู้บริโภคกล่าวไว้เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ยอดขายในร้านค้าปลีกขนาดยักษ์ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.8% ในช่วงไตรมาสล่าสุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว Walmart ออกมาให้ข้อมูลของผลประกอบการของบริษัทที่ส่งสัญญาณที่ดีเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของธุรกิจในช่วงเวลาที่เหลือของปี
ในช่วงเช้าของการเปิดตลาด ( 15 สิงหาคม 2562) ราคาซื้อขายหุ้นวอลมาร์ทได้ปรับตัวสูงขึ้น 5 %
เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่าง วอลมาร์ท ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการของบริษัท รวมทั้งยอดขายที่ดีดตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 จะทำให้นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้งว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อยังมีอยู่มาก และมั่นใจที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการจาก วอลมาร์ท
Brett Biggs – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ของ วอลมาร์ท ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่า ” ฐานลูกค้าของวอลมาร์ทนั้นล้วนแล้วแต่เป็นฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ, มีเสถียรภาพมั่นคงทางการเงินจึงทำให้วอลมาร์ท มีความมั่นใจเป็นอย่างมากต่อธุรกิจค้าปลีกที่ดำเนินอยู่ รวมทั้งวอลมาร์ทเองก็มีจุดแข็งทางการตลาดที่เหนือคู่แข่ง”
ตลอดช่วงเวลาหลายปีมานี้ วอลมาร์ทได้พยายามเสริมเขี้ยวเล็บเพิ่มความแข็งแกร่งทางการตลาดให้กับธุรกิจค้าปลีกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกของวอลมาร์ทที่พร้อมจะเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชอบเดินดูสินค้าแบบจับต้องได้ หรือแม้กระทั่งกระแสความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคบางกลุ่มที่ชอบที่จะเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ซึ่งทางวอลมาร์ทก็มีจัดเตรียมไว้คอยบริการลูกค้าด้วยเช่นกัน ในขณะที่ร้านค้าปลีกบางรายไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ ก็จะล้มหายตายจาก ต้องปิดกิจการกันไป ดังนั้นไม่ว่าจะวอลมาร์ท หรือ ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่อีกหลายรายจึงสามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดมาได้โดยง่ายดาย เพิ่มเม็ดเงินให้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
ด้วยความมุ่งมั่นของวอลมาร์ท ที่พร้อมจะลงทุนพัฒนาต่อยอดธุรกิจค้าปลีกของตนเองให้เป็น ” ร้านค้าปลีกในดวงใจ” ของลูกค้าทุกระดับโดยการพัฒนาปรับปรุงร้านค้าปลีกของตนเอง ให้สินค้ามีความสด ความใหม่ ราคาถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่งทางการค้า สะอาด และความรวดเร็วในการบริการ โดยนอกจากจะเอาใจใส่ลูกค้าแล้ว วอลมาร์ทยังไม่ละเลยที่จะเอาใจใส่ในเรื่องค่าครองชีพของพนักงาน เช่น มีการปรับอัตราค่าจ้างให้กับพนักงาน เป็นต้น
ในขณะเดียวกันก็ได้มีการออกแบบเว็บไซต์ใหม่และซื้อแบรนด์ระดับไฮเอนด์มากมาย รวมถึง Bonobos และ Modcloth เพื่อดึงดูดนักช้อปเงินหนา เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Amazon ทาง Walmartได้ขยายช่องทางการรับสินค้าจากร้านค้า และได้นำระบบการจัดส่งสินค้าภายในหนึ่งวันให้กับ 75% ของลูกค้าในสหรัฐอเมริกา
Oliver Chen – นักวิเคราะห์จาก Cowen ได้เขียนบทวิเคราะห์ไว้เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่า ” วอลมาร์ท นั้นถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจค้าปลีกที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีเยี่ยมที่สามารถผสมผสานกันระหว่างร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน และร้านค้าปลีกออนไลน์ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ดี”
ภาษีศุลกากรสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจค้าปลีก แต่Walmartได้รับผลกระทบน้อยกว่าบริษัทคู่แข่งขัน เนื่องจากสินค้าจำนวนกว่าสองในสามมาจากสหรัฐอเมริกา
โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรกับสินค้าที่นำเข้าจากจีนคิดเป็นมูลค่าถึง 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังได้มีการขู่เพิ่มเติมว่าจะทำการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรกับสินค้าที่เหลือที่จะนำเข้าจากจีนภายในสิ้นปี 2019 นี้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบจะตกอยู่กับผู้ซื้อที่จะต้องจ่ายค่าสินค้าในราคาที่สูงขึ้นในปีหน้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะพวกสินค้ามือถือ แล็ปท็อป รองเท้า และตุ๊กตา เป็นต้น
การบริหารของประธานาธิบดีDonald Trumpชะลอการเก็บภาษีออกไปจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม Donald Trumpกล่าวว่าการดำเนินการดังกล่าวได้วางแผนมาเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบน้อยที่สุดก่อนที่จะเข้าสู่เทศกาลวันหยุดยาวอย่างคริสต์มาส

ที่มา: https://edition.cnn.com/