FOREIGN NEWS

เริ่มต้นงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่สมัยทำงานกับ Google จนกระทั่งลาออกมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เก็บและกำจัดขยะจากทะเลสาปทั่วประเทศอินเดีย

เริ่มต้นงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่สมัยทำงานกับ Google จนกระทั่งลาออกมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เก็บและกำจัดขยะจากทะเลสาปทั่วประเทศอินเดีย (นับถือในความมุ่งมั่นกันเลยจ้ะ)

สมัยที่ Arun Krishnamurthy ยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้น เขาได้เห็นภาพหนองน้ำที่อยู่ใกล้บ้านของเค้าในแถบชานเมือง Chennai ของประเทศอินเดีย นั้นเต็มไปด้วยกองขยะที่ส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วทั้งหนองน้ำ

Arun Krishnamurthy ได้กล่าวว่า “หนองน้ำที่เต็มไปด้วยกองขยะ ได้ทำลายความทรงจำที่ควรจะสดใสในวัยเด็กของเขาให้มลายหายไปและนั่นคือ แรงผลักดันอันทรงพลังที่ทำให้เขาจะต้องเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ได้ เพื่อหนองน้ำและทะเลสาปทุกแห่งหนในประเทศอินเดียจะต้องกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งให้จงได้”

ปัจจุบัน Arun Krishnamurthy มีอายุ 33 ปีแล้ว แต่ว่าแรงผลักดันอันทรงพลังสมัยเด็ก ทำให้เขาทำตามเจตนารมย์ กล่าวคือเขาก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แห่งประเทศอินเดีย โดยมีชื่อย่อว่า (EFI) เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อการเก็บ กำจัดขยะ ตามหนองน้ำและตามทะเลสาป  ให้หมดไป เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาระบบนิเวศ ทำให้หนองน้ำ และทะเลสาปกลับมาสะอาดสดใสทั่วประเทศอินเดียนั่นเอง

เขาต้องใช้เวลานานถึงกว่า 8 สัปดาห์ ในการทำความสะอาดแทงค์น้ำที่เต็มไปด้วยวัชพืชปกคลุมจนไม่สามารถใช้งานได้  แทงค์น้ำแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำดื่มสำหรับ ชาวบ้านตามชนบท 

แหล่งน้ำตามธรรมชาติหลายแห่งของประเทศอินเดีย นั้นมีแต่กองขยะอุดตันการไหลเวียนของระบบนิเวศจนสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพวกพลาสติกไปจนถึงเศษหินและอิฐที่เหลือจากการก่อสร้าง ดังนั้นเป็นภารกิจหลักของทีมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะต้องเข้าไปเคลียร์กองขยะต่างๆ ให้หมดไป เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของกบ นก รวมทั้งพืชตามธรรมชาติให้กลับมาดำรงชีวิตตามวิถีได้ต่อไปนั่นเอง

มูลนิธิอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แห่งประเทศอินเดีย ได้ทำการรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งทะเลสาป และหนองน้ำทั่วประเทศอินเดียไปแล้วไม่ต่ำกว่า 112 แห่ง ภายในระยะเวลากว่า 13 ปีจวบจนปัจจุบันกันเลยทีเดียว

นอกเหนือจากความตั้งใจในการทำโครงการต่างๆ เหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จแล้ว Arun Krishnamurthy ยังมีความหลงใหลในทุกชิ้นงานของเขาเป็นอย่างยิ่งกันเลยจ้ะ (ฝันให้ไกล ไปให้ถึงฝั่งฝันนั่นเอง จัดไปเลยจ้ะ)

Arun Krishnamurthy ยังกล่าวด้วยว่า “ประเทศอินเดียนั้นมีเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำมากมาย ที่ทั่วโลกจะต้องรับรู้”

เหล่าบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นบุคคลผู้เสียสละอย่างยิ่งให้กับโลกของเราใบนี้ เพราะเขาเหล่านั้นอุทิศทั้งแรงกาย แรงใจ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมโลกให้น่าอยู่ตลอดไปนั่นเอง

เรื่องราวของน้ำในประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดีย นั้นมีประชากรมากถึง 1.3 พันล้านคน แต่น้ำที่จะใช้เพื่อการบริโภคและอุปโภคนั้นกำลังจะเข้าสู่ภาวะที่ขาดแคลน จากรายงานปี ค.ศ. 2018 นั้นระบุว่า ประชากรอินเดียกว่า 200,000 คน ต้องจบชีวิตลงทุกๆ ปี เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำที่สะอาดต่อการบริโภคและอุปโภคได้นั่นเอง นอกจากนี้ในรายงานยังระบุด้วยว่าภายในปี ค.ศ. 2030 ปริมาณความต้องการน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคจะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัวกันเลยทีเดียว   

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงเรื่องการขาดแคลนน้ำ นั้นเกิดจากการบริหารและการจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการที่มีสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน  ส่งผลให้เกิดภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งและภัยน้ำท่วมนั่นเอง

Suresh Rohilla – ผู้อำนวยการอาวุโสโครงการบริหารจัดการน้ำ ประจำศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ในกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ได้ออกมาระบุว่า “การพัฒนาในเรื่องสาธารณสุขและสุขาภิบาล ทำให้ประชากรชาวอินเดียมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไปพร้อมๆ กับปริมาณความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน” 

ในความเป็นจริงแล้ว น้ำใต้ดินในประเทศอินเดียนั้นเข้าขั้นวิกฤต ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำ 80% ของประเทศอินเดียกันเลยทีเดียว ใช้ทั้งภายในประเทศ และเพื่อการเกษตร 

ชาวนาทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ต้องมองพื้นดินที่แตกระแหงอย่างสิ้นหวัง เนื่องจากไม่สามารถทำการเพาะปลูกใดๆ ได้นั่นเอง

Suresh Rohilla – ผู้อำนวยการอาวุโสโครงการบริหารจัดการน้ำ ประจำศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ในกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ยังได้กล่าวชื่นชมการทำงานของมูลนิธิอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่า สามารถเข้าถึงและเจาะลึกถึงปัญหาน้ำในประเทศอินเดียได้เป็นอย่างดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองควรจะเป็นผู้ริเริ่มบริหารจัดการ และสั่งการจากระดับบน ลงมาสู่ระดับล่าง เพื่อให้การดำเนินงานนั้นลุล่วงได้รวดเร็วเนื่องจากจะเป็นความร่วมมือของคนทั้งประเทศที่ต้องร่วมแรง ร่วมใจกันอย่างจริงจัง

ต่อมาในปี ค.ศ. 2019 นายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย ได้เริ่มมีการดำเนินมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาน้ำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 ทางรัฐบาลของอินเดีย และ World Bank ได้ร่วมลงนามสัญญากู้ยืมเงินกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อศึกษา แก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำใต้ดินที่ขาดแคลน

Arun  Krishnamurthy นั้นเห็นด้วยว่า หากเป็นนโยบายที่กำหนดโดยรัฐบาลนั้นจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำที่ขาดแคลน รวมถึงกองขยะตามหนองน้ำ และทะเลสาป จะค่อยๆ หมดไปได้โดยเร็ว แต่ถึงกระนั้นตัวเขาเองเชื่อว่า หากประชากรทุกๆ คน เห็นคุณค่าของการมีแหล่งน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และให้ความร่วมมือร่วมใจกันรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำให้ไม่มีกองขยะก็จะช่วยรักษาระบบนิเวศให้คงอยู่ได้เป็นอย่างดีที่สุดนั่นเอง

Arun Krishnamurthy เชื่อมั่นว่า การทำงานอย่างจริงจังของมูลนิธิอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนในชุมชน ให้หันมาร่วมแรงร่วมใจกันจัดการปัญหาเรื่องน้ำได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันทางมูลนิธิมีอาสาสมัครมากกว่า 62,000 คนภายในระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา

ถึงแม้งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หนองน้ำ ทะเลสาป และน้ำใต้ดินที่ Arun Krisnamurthy ได้ดำเนินการอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันยังคงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของเขาเป็นอย่างยิ่งแต่ทว่า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มจากประเทศของตนเอง และผู้คนจากประเทศต่างๆ จากทั่วโลกต่างคิดที่จะเริ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศของตนเอง ให้คงอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสัตว์ป่า ก็ย่อมจะเป็นผลดีต่อมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอนนั่นเอง

ที่มา: https://edition.cnn.com/