ARTICLE

อัพเดททิศทางนวัตกรรมโลจิสติกส์ปี 2019

ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยและทั่วโลกแข่งขันกันรุนแรง โดยเน้นขยายตลาดและสงครามราคาเป็นหลัก ราคายังมีผลต่อการใช้บริการโลจิสติกส์และผู้ประกอบการหลายรายก็นำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของตัวเองมากขึ้น
1. เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสมาร์ทโฟน
โลจิสติกส์ไทยและทั่วโลกมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด อันเป็นผลมาจากการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซและผู้ใช้ก็ นิยมใช้สมาร์ทโฟนในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น เมื่อสั่งสินค้าแล้ว บริการที่ตามมา คือ การส่งสินค้าถึง มือผู้รับผ่านสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องออกนอกบ้าน ไม่ต้องเสียเวลาบนท้องถนน ปัจจุบัน ผู้เล่นด้านโลจิสติกส์ เน้นให้เทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นมิตรกับสมาร์ทโฟนมากขึ้น เพื่อให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้และเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำ นอกจากนี้ Google ยังให้คะแนนเว็บไซต์ที่เป็นมิตรต่อสมาร์ทโฟน ได้จัดเว็บไซต์เหล่านี้ให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหา แม้คอนเทนท์จะยังเป็นเกณฑ์หลัก แต่นโยบาย “Mobile First” ของ Google ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ส่งผลต่อผลการค้นหาหลัง Google อัพเดทอัลกอลิธึมใหม่ล่าสุด
2. เทคโนโลยีโลกเสมือน (AR/VR)
Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน และได้รับความสนใจจากคนทุกวงการ รวมถึงโลจิสติกส์เองด้วย ส่วนใหญ่อี-คอมเมิร์ซ จะนำเทคโนโลยีโลก เสมือนนี้มาแนะนำสินค้าและบริการ เพื่อทำให้ผู้ใช้เกิดความประทับใจในนวัตกรรมการช้อปโดยไม่ต้องไป ที่ร้านจริง ทั้งนี้ VR คือการจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไป ให้เสมือนจริง ผ่านการมองเห็น การได้ยินเสียง โดยตัดขาดเราออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เพื่อเข้าสู่สภาพที่เราจำลองขึ้นเอง เช่น จำลองสถานที่บน Google Street View เพื่อค้นหาร้านค้าหรือบ้านผู้รับสินค้า ฯลฯ ส่วน AR เป็นการรวมสภาพแวดล้อมจริง เข้ากับวัตถุเสมือนในเวลาเดียวกัน โดยนำมาใช้เสนอสินค้าและบริการที่สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้ใช้
3. เครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation)
เครื่องจักรอัตโนมัติเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบริหารงานโลจิสติกส์ เพราะหากอุปกรณ์ขนส่งและ ลำเลียงทุกชิ้น นับตั้งแต่ในคลังสินค้า การคัดแยกสินค้า ไปจนถึงการส่งสินค้าถึงมือผู้รับ โดยไม่ใช้มนุษย์ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและช่วยเพิ่มกำลังการผลิต เพราะหุ่นยนตร์ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนมนุษย์ ปัจจุบัน Alibaba นำเอาระบบเครื่องจักรอัตโนมัตินี้มาใช้ในงานคลังสินค้า และในอนาคต เราอาจได้เห็นหุ่นยนตร์มา ช่วยส่งสินค้าถึงหน้าประตูบ้านผู้รับกันแทบทุกบ้าน
4. แชทบอท (Chatbots)
แชทบอทอาจไม่ได้นำมาใช้กับกระบวนการในโลจิสติกส์โดยตรง แต่จะมีประโยชน์มากเมื่อนำมาใช้เพื่อการ บริการลูกค้า เช่น โต้ตอบลูกค้าขณะสั่งสินค้า ตรวจสอบข้อมูลสินค้าและการส่ง เป็นต้น แชทบอทเป็น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้สื่อสารกับคน เป็นช่องทางในการช่วยเหลือลูกค้าเบื้องต้น ทำให้เกิด การขายที่เน้นเจาะลูกค้าที่มีรสนิยมแต่ละแบบ (Personalized Sales) และช่วยให้ผู้ให้บริการด้าน โลจิสติกส์ได้ศึกษา Customer’s Journey ของผู้ใช้บริการได้ละเอียดขึ้นด้วย
5. โดรน (Drone)
โลจิสติกส์ในช่วง Last Mile ส่วนใหญ่ยังใช้ยานพาหนะทั่วไป เช่น จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถบรรทุก ฯลฯ แต่หากนำโดรนมาใช้ในอนาคต โลจิสติกส์จะวิวัฒไปอีกขั้น ปัจจุบัน Amazon บริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลก กำลังทดสอบการใช้โดรนในการส่งสินค้าไปยังผู้รับทั่วอังกฤษ ในอนาคตอันใกล้ โดรนจะเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม โลจิสติกส์ที่เราจะได้เห็นกันเป็นปกติ เพราะเข้าถึงทุกพื้นที่ได้และใช้เวลาในการส่งสั้นกว่ายานพาหนะอื่น
6. ตัวเลือกในการชำระเงิน
การชำระเงินเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการทำธุรกิจโลจิสติกส์ โดยปกติ ผู้ใช้บริการชำระผ่านบัตรเครดิต หรืออี-เพย์เมนท์ หรือเลือกชำระเงินปลายทาง (Cash on Delivery) ด้วยสกุลเงินต่าง ๆ ที่ยอมรับกันใน ตลาดโลก ทั้งนี้ ในต่างประเทศ มีการใช้เงินคริปโต (Cryptocurrency) ชำระค่าสินค้าจากอี-คอมเมิร์ซ และบริการโลจิสติกส์กันแล้ว เช่น Ebay รับบิคอยน์ และ Teahouse Transport หนึ่งในผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ในอังกฤษรับชำระด้วยเงินดิจิทัลกว่า 31 สกุล
7. บล็อคเชน (Blockchain)
เมื่อมีการนำสกุลเงินดิจิทัลมาใช้ เทคโนโลยีที่จะตามมาด้วยกันคือ บล็อคเชน เมื่อมีการส่งพัสดุ ลูกค้าต้อง การความมั่นใจว่า การชำระด้วยสกุลเงินดิจิทัลทุกรายการจะปลอดภัย จึงต้องใช้บล็อคเชน เข้ามาช่วย บล็อคเชนทำให้การชำระเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย เนื่องจาก มีการนำเอาระบบลายเซ็นดิจิทัลมาใช้ร่วมด้วย จึงเหมาะกับงานส่งสินค้าไปต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังจะทำให้ยอดชำระด้วยสกุลเงินดิจิทัลนี้ไม่แปรผันไป ตามอัตราแลกเปลี่ยน และไม่มีค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนแฝงใด ๆ

เทรนด์เหล่านี้เริ่มขึ้นแล้ว และจะยังคงดำเนินต่อไป และในอนาคตจะเห็นเป็นเรื่องปกติมากขึ้น