FOREIGN NEWS

สื่อทางการของจีน กล่าวหาประเทศสหรัฐอเมริกาว่า “พร้อมฉกทุกเมื่อ ในทุกโอกาส”

ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ เราๆ ท่านๆ คงจะได้เห็นสื่อทางการของจีนหลายหัวต่างโจมตีการกระทำของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีต่อ แอพพลิเคชั่น Tik Tok ของบริษัท ByteDance ว่าเป็นการกระทำที่ “น่ารังเกียจสิ้นดี ” ประเด็นร้อนนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน ยิ่งดูจะเปราะบางและเห็นรอยร้าวชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิมกันเลยทีเดียว 

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2563 บรรณาธิการข่าว จาก Global Times ของประเทศจีนได้ตีพิมพ์ข้อความโดยระบุว่า “สหรัฐอเมริกาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับประเทศคู่ค้าอย่างจีนนั้น แปรเปลี่ยนไปจากเดิมมาก โดยเริ่มต้นจากการที่สหรัฐพยายามทุกวิถีทาง ที่จะหาทางกำจัดคู่แข่งทางการค้ายักษ์ใหญ่จากจีนให้สิ้นซากกันไปเลย และเพื่อให้บรรลุยังเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ สหรัฐก็พร้อมที่จะเดิมเกมส์โดยไม่สนใจในกฎ กติกาและมารยาทที่พึงมี พึงปฎิบัตินั่นเอง” 

ประเด็นร้อนเกี่ยวกับ “ทิศทางอนาคตของแอพพลิเคชั่น Tik Tok จะอยู่หรือไป” ได้ถูกพาดหัวข่าว ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ แอพพลิเคชั่น Tik Tok ของบริษัท ByteDance จากประเทศจีน ได้ถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาขู่จะแบนการใช้งานแอพพลิเคชั่นดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีของสหรัฐ กล่าวหาว่า แอพพลิเคชั่น Tik Tok นั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเชื่อว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้แอพพลิเคชั่น Tik Tok ในสหรัฐอเมริกา จะถูกส่งให้กับทางการของจีนอย่างแน่นอน ทั้งๆที่ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น Tik Tok อย่าง ByteDance ได้ออกมากล่าวยืนยันหนักแน่นว่า “ข้อมูลผู้ใช้งานของชาวอเมริกันทุกคน นั้นถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยสูงสุดนอกประเทศจีน  และจะไม่มีทางให้ข้อมูลของลูกค้ากับทางการจีนอย่างแน่นอนหากมีการร้องขอมาก็ตาม” 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐได้กล่าวว่า “ตัวเค้าจะเปิดกว้างให้กับบริษัทในสหรัฐอเมริกาซื้อแอพพลิเคชั่น Tik Tok จากจีนได้ และหากดีลนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ก็จะทำให้มีเงินจำนวนที่มากพอสมควรไหลเข้ามายังกองคลังของสหรัฐอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งตอนนี้บริษัทตัวเต็งที่จะขอเข้าเจรจาซื้อแอพพลิเคชั่น Tik Tok จากจีน ก็คือ Microsoft” (คิดเอง เออเอง ก็เอาที่สบายใจเลย)

สื่อทางการของจีนต่างไม่พอใจที่ทางการของสหรัฐคอยแต่จะหาเรื่องรังแกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนอยู่เสมอๆ โดยสื่อต่างๆ ของจีนต่างระบุด้วยว่า “ประเทศจีนจะไม่มีทางยอมให้ประเทศสหรัฐอเมริกามาขโมยทรัพย์สินทางปัญญาด้านเทคโนโลยีจากประเทศจีนอย่างเด็ดขาด”

ปัญหาของแอพพลิเคชั่น Tik Tok ในประเทศสหรัฐอเมริกา นั้นถือเป็นประเด็นที่ทั้ง ผู้ใช้บริการชาวอเมริกันให้ความสนใจ และผู้คนในประเทศของผู้ให้บริการต่างให้ความสนใจตลอดช่วงที่เป็นประเด็นกันขึ้นมา แต่ถ้าเราลองย้อนกลับมามองและเปรียบเทียบการปฎิบัติที่สหรัฐมีต่อจีน และจีนปฎิบัติต่อสหรัฐ กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของทั้งสองประเทศกันบ้างดีกว่า มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่นั้นก็มีการบล็อคการใช้งาน Google และ Facebook อย่างสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน (ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันไป)

หัวหน้ากองบรรณาธิการ ของ Global Times ซึ่งเป็นสื่อของทางการจีนได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน โดยระบุว่า “แอพพลิเคชั่น Tik Tok นั้นปฎิบัติตามระเบียบ และข้อกฎหมายของสหรัฐอย่างถูกต้องแต่ก็ยังมิวายที่ทางการของสหรัฐจะหาเรื่องแบนแอพพลิเคชั่น Tik Tok ของจีนอยู่ดี”

Zhang Yiming – ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งบริษัท ByteDance ได้มีบันทึกภายในถึงพนักงานของบริษัท โดยมีใจความสำคัญว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ บริษัทมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ล้วนแล้วแต่ท้าทายความสามารถของพวกเราชาว ByteDance ที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ เพื่อพวกเราทุกคน” 

นอกจากนี้ในบันทึกภายในยังระบุด้วยว่า “โดยในเบื้องต้น บริษัท ByteDance ได้มีการหารือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีในการช่วยหาแนวทางให้กับบริษัทของเรา เพื่อให้บริษัท ByteDance นั้นสามารถให้บริการแอพพลิเคชั่น Tik Tok ในสหรัฐอเมริกาได้ต่อไปอย่างไม่สะดุด” 

ข้อความที่มีถึงพนักงานทุกคน “ซึ่งตอนนี้ ทางบริษัทยังไม่ทราบรายละเอียดและผลของการเจรจาว่าจะเป็นไปในทิศทางใดต่อจากนี้ แต่บริษัทจะพยายามดำเนินการให้ดีที่สุด เพื่อพวกเราทุกคน” 

สื่อต่างๆ ของทางการจีน ต่างออกมาเตือนบริษัทในประเทศว่า หากคิดจะขยายธุรกิจให้โตในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็จงเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แบบที่ ByteDance ต้องเจอะเจอด้วยแล้วกัน เพราะกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ว่าดีเลิศใดๆ หรือ แม้แต่การเลือกใช้แผนการตลาดที่ว่าสุดยอดแล้วก็ตาม หากไปเจอประเทศที่เล่นไม่ตามกฎ กติกา มารยาท อย่างที่ ByteDance ประสบอยู่ในเวลานี้ ธุรกิจที่ว่าดูเหมือนจะไปได้สวย คงมีอันต้องสะดุดล้มลุกคลุกคลานกันเลยทีเดียว

ที่มา: https://edition.cnn.com/