FOREIGN NEWS

การพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตนั้นมีค่าใช้จ่ายที่แสนแพง

การพัฒนายานยนต์แห่งอนาคตนั้นจะมีต้นทุนในการลงทุนที่สูงลิบ จึงเป็นที่มาว่า ทำไม เหล่าบรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้ค่ายรถยนต์ของตนเองยังสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากกว่าเดิม และมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่น้อยลง และนั่นคงหนีไม่พ้นการควบรวมกิจการ หรือหาพันธมิตรทางธรุกิจ เพื่อให้ธุรกิจการผลิตรถยนต์ของค่ายตนนั้น ยังคงรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
ค่ายรถยนต์ Renault รายใหญ่ของฝรั่งเศสเองก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อเรื่องนี้เช่นกัน จึงพยายามยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจต่อ ค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่าง Fiat Chrysler เพื่อขอควบรวมกิจการ เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับเพิ่มขึ้น และหากการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จะทำให้ค่ายรถยนต์ยักษใหญ่ทั้ง 2 ราย ทะยานขึ้นไปอยู่อันดับ 3 ในประเภทยานยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของโลกทันที
แรงกดดันนี้กำลังบีบบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์เตรียมการเพื่อขอให้พวกเขาสามารถพยุงรายได้ ขณะที่สามารถร่วมกันแชร์ค่าใช้จ่ายได้ จากสภาวะความกดดันดังกล่าวได้ส่งผลโดยตรงต่อบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกต่างพยายามที่จะคิดหาวิธีที่จะสร้างความแข็งแกร่งด้านการเงิน และในขณะเดียวกันก็พยายามทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตรถยนต์นั้นถูกลง ผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับอนาคตของการขนส่ง แต่ตอนนี้ปัญหาใหญ่ในลำดับแรก นั่นก็คือการเพิ่มยอดขาย
ค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการคิดค้นการสร้างยานยนต์ให้มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนบนท้องถนน รวมทั้งคำนึงในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลภาวะเป็นพิษ แต่ทว่าปัญหาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงนี้ก็คือ ยอดขายแต่ละค่ายนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด และจะเอาเงินลงทุนที่มากมายมาจากไหนเพื่อมาลงทุนพัฒนาต่อยอดล่ะ
ขณะที่ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาก็ปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน ยอดขายรถยนต์ของบริษัท Fiat Chrysler ในสหรัฐอเมริกา ลดลงมากกว่า 3% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2019 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
“ตอนนี้เข้าสู่ช่วงเวลาที่ยอดขายซบเซาหลังจากผ่านยุคเฟิ่องฟูที่มียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว” Krebs กล่าว
ในขณะเดียวกัน จำนวนเงินที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องใช้ทำเพื่อการวิจัยและพัฒนานั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการแข่งขันกับบริษัทใน Silicon Valley ได้ร้อนระอุขึ้น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายแห่งเลือกที่จะเพิ่มเงินทุนในการวิจัยและพัฒนาด้วยการตัดลดค่าใช้จ่าย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทFordประกาศลดเงินเดือน 10% ของพนักงานบริษัททั่วโลก เพื่อประหยัดเงิน 600 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ขณะที่บริษัทอื่นกำลังก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรที่แนบแน่นยิ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถลดต้นทุนในด้านการพัฒนายานยนต์ได้BMW ของเยอรมนี และ Daimler กำลังร่วมมือกันเพื่อพัฒนาด้านการขับขี่และบริการการชาร์จโดยร่วมทุนกันเป็นจำนวนเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Ford และ Volkswagen ก็กำลังสร้างรถยนต์ใหม่ด้วยกัน
ค่ายรถยนต์ BMW สัญชาติเยอรมัน และค่ายรถยนต์ Daimler ได้ร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้า คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนา ride-sharing ในขณะที่ค่ายรถยนต์ Ford และค่าย Volkswagen ได้ร่วมทุนสร้างยานยนต์ใหม่ร่วมกัน เป็นต้น
การควบรวมกิจการของ Fiat Chrysler และ Renault อาจส่งผลดีต่อทั้งสองบริษัท Fiat Chrysler เป็นเจ้าของรถยนต์แบรนด์ดังอย่าง Jeep และ Ram ที่มีศักยภาพในการเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา ซึ่งถือเป็นตลาดที่ทาง Renault มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว Krebs กล่าว แต่ในทางกลับกันRenault ก็ไม่ได้มีบทบาทสำคัญมากนักในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดหลักของ Fiat Chrysler
นอกจากนี้ Renault ถูกมองว่าเป็นผู้นำในด้านรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ Fiat Chryslerถูกมองว่ายังตามหลังอยู่ คาดการณ์ว่า ถ้าบริษัทลูกครึ่งอิตาเลียน-อเมริกันอย่าง Fiat Chryslerควบรวมกิจการกับ Renault จะทำให้ประหยัดต้นทุนต่อปีไปมากกว่า 5 พันล้านยูโร (5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ)ยังมีไพ่อีกใบ นั่นคือความสัมพันธ์ของ Renault กับNissan ซึ่ง Renault ถือหุ้น 43.5% ใน Nissan ขณะที่Nissan เป็นเจ้าของ 15% ของ Renault ซึ่งหนึ่งในพันธมิตร ก็รวมไปถึงบริษัท Mitsubishi Motors ด้วย
ผู้ผลิตรถยนต์ของฝรั่งเศสอย่าง Renault ซึ่งขายรถยนต์ได้น้อยกว่าNissan ได้ออกมาผลักดันให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ หันมารวมตัวกัน แต่กลับต้องเผชิญกับการผลักดันออกไป ค่ายรถยนต์รายใหญ่ Renault ของฝรั่งเศส ซึ่งทำยอดขายได้เป็นรองเมื่อเทียบกับค่ายรถยนต์ Nissan ไม่ละความพยายามในการยื่นข้อเสนอในการขอควบรวมกิจการกับค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่าง Fiat Chrysler แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร

ที่มา: https://edition.cnn.com/