FOREIGN NEWS

ตลาดหุ้นดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลดลงมากกว่า 800 จุด เนื่องจากความกังวลว่าไวรัสโคโรน่าจะกลับมาแพร่ระบาดเป็นระลอกที่สอง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นฟิวเจอร์ของสหรัฐ รวมทั้งตลาดหุ้นในภูมิภาคอาเซียนต่างพากันดิ่งหนัก ถือเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่อจากนี้ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังจะวิ่งเข้าสู่ความผันผวนต่อไปอย่างน้อยอีก 1 สัปดาห์ กันเลยทีเดียว เนื่องจากนักลงทุนยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักกันถ้วนหน้าจากเจ้ามหันตภัยร้ายโควิด -19 ซึ่งมีผลกระทบไปยังทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ทิ้งตัวดิ่งฮวบอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงมากกว่า 800 จุด หรือ 3.3% ซึ่งลดลงอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเปิดทำการซื้อขายในวันจันทร์ ดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์ลดลง 2.9% และดัชนีNasdaqฟิวเจอร์ลดลง 2.3%

เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่ตลาดหุ้น Wall Street ดูเหมือนว่าจะทำการตัดขาดจากโลกภายนอกมากขึ้น การที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับตัวเลขอัตราการว่างงานที่ค่อนข้างสูง และข้อมูลอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่แท้จริงกำลังมีปัญหา

การซื้อขายหุ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สะท้อนภาพจริงของเศรษฐกิจโลกให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในวันพฤหัสที่แล้ว ดัชนีหุ้นตัวหลักๆ ได้โพสต์ให้เห็นถึงราคาหุ้นที่ดิ่งหนักอย่างต่อเนื่องตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็มีแรงดีดกลับเข้ามาบ้างเล็กน้อยในวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อปิดตลาดในภาคบ่าย

เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มกลับมาเปิดเมืองอีกครั้งหลังจากมีมาตรการการล็อกดาวน์เนื่องจากไวรัสโคโรน่า นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแพร่ระบาดระลอกที่สอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาที่กลับมาเปิดเมืองเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ขณะนี้มีรายงานว่าพบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อและเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น

การแพร่ระบาดระลอกที่สองอาจสลายความคาดหวังที่สวยงามต่อเศรษฐกิจที่ว่าตลาดหุ้นสหรัฐอาจกลับมาพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับตัวลดลง เมื่อจีนยังต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าเป็นระลอกที่สอง ซึ่งมีผู้ป่วยในปักกิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบราย

ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นลดลง 3.5% ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ก็ลดลงถึง 4.3% และกำลังก้าวไปสู่วันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงลดลง 2.1% และดัชนี Shanghai Composite ของจีนลดลง 0.9%

การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของตลาดหุ้นทั่วเอเชีย ที่ตามติดมาด้วยการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นฟิวเจอร์ของสหรัฐ และจากสถิติของรัฐบาลจีนที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงมีปัญหาแต่ก็ฟื้นตัวอย่างช้าๆ

กิจกรรมการผลิตและการลงทุนภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นจากหลายเดือนก่อนตามข้อมูลจากสำนักสถิติแห่งชาติของจีน และในขณะที่ยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกในเดือนพฤษภาคมลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งดีกว่ายอดขายในเดือนเมษายนที่ลดลงถึง 7.5% ถึงกระนั้นดัชนีชี้วัดทั้งสามก็ลดลงต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ทำการสำรวจโดย Refinitiv

Stephen Innes – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายยุทธศาสตร์ตลาดโลกแห่งค่าย AxiCorp ได้ออกมาระบุว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ความตั้งใจจริงของผู้บริโภคที่จะออกจากบ้านเรือน ท่ามกลางการรักษาระยะห่างทางสังคม – ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้โดยรัฐบาล หรือโดยตัวของผู้บริโภคเองก็ตามที ผลลัพธ์แน่นอนล่ะว่า จะออกมาให้ทุกคนได้เห็นกันอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องของการฟื้นตัวได้ช้า หรือเร็ว มันอยู่ที่หากทุกคนการ์ดไม่ตก ชีวิตทุกคนจะพลิกฟื้นไปในทิศทางที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปอย่างแน่นอน ฟันธงกันไปเลย”

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์บางคนชี้ไปยังสัญญาณเชิงบวก กิจกรรมในภาคบริการของประเทศขยายตัวเป็นครั้งแรกในปีนี้ ตามดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมบริการของจีน ซึ่งดัชนีวัดการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตในภาคบริการในแต่ละเดือน

“ผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาอยู่เหนือกว่าปี 2019 ในเดือนพฤษภาคมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19” Martin Rasmussen นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนของ Capital Economics เขียนในรายงานการวิจัยเมื่อวันจันทร์ “ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าเศรษฐกิจจีนจะไม่กลับมาเติบโตในเชิงบวกเมื่อเทียบปีต่อปีจนกระทั่งถึงไตรมาสที่สาม แต่ข้อมูลในวันนี้ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นในไตรมาสนี้”

ราคาน้ำมันก็ลดลงด้วยเช่นกัน ตลาดน้ำมันฟิวเจอร์ของสหรัฐเมื่อวันจันทร์ร่วงลง 4.9% ซื้อขายที่ราคา 34.49 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันเบรนท์ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของราคาน้ำมันทั่วโลกลดลง 3.4% อยู่ที่ราคา 37.43 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าทั้งสองที่ลดลงมากกว่า 8% ในสัปดาห์ที่แล้วท่ามกลางความกังวลเรื่องการกลับมาแพร่ระบาดของโรคระบาดอีกครั้ง

ที่มา: https://edition.cnn.com/