FOREIGN NEWS

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น หลังโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดิอาระเบียถูกโจมตี ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก

เมื่อวันอาทิตย์ (15 กันยายน 2562) ที่ผ่านมานี้ มีเหตุที่ต้องทำให้ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งทะยานขึ้นอีกระลอก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของประเทศซาอุดิอาระเบียถูกกลุ่มกบฎในเยเมนเปิดฉากโจมตี โทษฐานที่ทางการของประเทศซาอุดิอาระเบียสนับสนุนทางการของประเทศเยเมนในการปราบปรามกลุ่มกบฎในประเทศเยเมนนั่นเอง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้กล่าวว่า ประเทศสหรัฐได้อนุญาตให้มีการใช้น้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของประเทศได้ในกรณีที่จำเป็น หลังจากที่มีเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในประเทศซาอุดิอาระเบียไปเมื่อวันเสาร์ (14 กันยายน 2562) ส่งผลกระทบให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานการผลิตน้ำมันทั่วโลก
ประธานาธิบดีDonald Trumpกล่าวในทวิตเตอร์ว่า เขาสั่งให้นำน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ หรือ SPR ออกมาใช้ถ้าจำเป็น เขาบอกว่าเขาจะนำน้ำมันออกมาใช้ในปริมาณที่พอดี เพื่อที่จะรักษาอุปทานน้ำมันในตลาดให้มีเพียงพอ
ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเย็นวันอาทิตย์ ทำให้สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐราคาพุ่งสูงถึง 15% ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 11% ส่วนราคาฟิวเจอร์น้ำมันเพิ่มขึ้น 11% ข้อมูลจาก Refinitiv ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางการตลาด ส่วนสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งถูกใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในตลาดน้ำมันในยุโรปเปิดตัวสูงขึ้น 18% และขณะที่มีการซื้อขายก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 12%
โบอิ้ง กล่าวว่า ระบบเตือนภัย AOA บนเครื่องบินโบอิ้ง 737 แม็กซ์จะเปิดทำงาน ในกรณีที่สายการบินจ่ายในส่วนนี้เพิ่ม(เป็นออฟชั่นเสริม) ระบบเตือนภัย AOA จะช่วยให้นักบินทราบทันทีในกรณีที่ เซ็นเซอร์ตัวใดตัวหนึ่งของระบบไม่ทำงาน โดยจะแสดงให้เห็นในกรณีที่่เซ็นเซอร์ตัวใดตัวหนึ่งให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ยังคงยืนยันว่าระบบแจ้งเตือนนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อเรื่องความปลอดภัยในการทำการบินแต่อย่างไรก็ตาม เหล่าบรรดาอดีตวิศวกรของโบอิ้ง รวมทั้งนักวิเคราะห์ด้านการบินได้ให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าว CNN ต่อกรณีดังกล่าวว่าการออกแบบระบบซอฟแวร์ของเดิมนั้ันจะอิงกับข้อมูลจากระบบ a single AOA sensorซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้
เมื่อวันอาทิตย์ น้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายกันที่ 68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบสหรัฐอยู่ที่ 61 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันลดลงอย่างมาก เมื่อวันศุกร์น้ำมันดิบเบรนต์ปิดที่ 60.22 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบในสหรัฐอเมริกาซึ่งรู้จักกันในชื่อ WTI ที่ราคาลดลงตามมานั้นปิดที่ 54.85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกได้ลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของกลุ่ม OPEC ในการเพิ่มราคาน้ำมัน ซาอุดิอาระเบียผลิตน้ำมันประมาณ 10% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก รวม 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นักวิเคราะห์ท่านอื่นคาดหวังว่า ตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ Saudi Aramco ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐนั้นถูกปิดเงียบ
Ayham Kamal นักวิเคราะห์จาก Eurasia Group กล่าวในรายงานการวิจัยว่า ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 2-3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากความเสียหายที่ดูเป็นปัญหานั้นได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว และอาจเพิ่มขึ้น 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทนั้นรุนแรง
นักวิเคราะห์อีกสองท่านบอกกับซีเอ็นเอ็นธุรกิจว่าพวกเขาเชื่อว่าราคาอาจเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันของซาอุดิอาระเบียที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี
SPR มีน้ำมันสำรองถึง 645 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส หลังจากเกิดเหตุการณ์ห้ามส่งออกน้ำมันของกลุ่มโอเปกในปี 1970 มันถูกนำมาใช้เพียงสามครั้ง คือ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2011 เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในลิเบีย ส่งผลให้งดการส่งออกน้ำมันไปทั่วโลก ขณะนั้นรัฐบาลสหรัฐกังวลว่าการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจะเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง และเพิ่งฟื้นตัวจากภาวะถดถอยครั้งใหญ่ จึงมีคำสั่งขายน้ำมัน 30 ล้านบาร์เรล
และได้นำไปใช้ในปี 2005 หลังจากที่พายุเฮอริเคนแคททริน่าได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของประเทศตามแนวอ่าวเม็กซิโก และถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1991 เมื่อสหรัฐอเมริกาโจมตีอิรักในปฏิบัติการพายุทะเลทราย
แหล่งสำรองน้ำมันนี้เป็นสถานที่ที่มีความซับซ้อนซึ่งมีทั้งหมดสี่แหล่งตามแนวชายฝั่งของอ่าวเท็กซัสและหลุยเซียน่า เป็นที่กักเก็บน้ำมันสำรองไว้ในถ้ำใต้ดินที่มีความลึกถึง 2,000 ถึง 4,000 ฟุตจากพื้นผิว น้ำมันที่ถูกดึงมาจาก SPR จะไม่ส่งผลต่ออุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกในทันที เพราะจะต้องนำออกมาจากที่กักเก็บ แล้วนำไปขายในตลาดให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งกระบวนการนี้ที่อาจใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์

ที่มา: https://edition.cnn.com/