FOREIGN NEWS

จำนวนเรือประมงทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 1950 แต่ไม่ใช่เพราะการจับปลาทำได้ง่ายขึ้น

ตามการศึกษาของวารสาร National Academy of Sciences ของสหรัฐอเมริกาที่จะกำลังออกเผยแพร่ในวันอังคารนี้ “เรือประมงนั้นต้องใช้เวลาเดินทางมากขึ้น ไปยังที่ที่ไกลยิ่งขึ้น และต้องใช้เวลาในการจับปลาที่นานขึ้น เพียงเพื่อที่จะจับปลาที่มีจำนวนกำจัดและกำลังลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ” และนั่นอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง
หากมองดูจากสถิติจำนวนเรือประมงแล้ว ซึ่งนักวิจัยได้ระบุว่า จำนวนเรือประมงทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1.7 ล้านลำเป็น 3.7 ล้านลำระหว่างปี 1950 ถึง 2015 โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่ง เรือประมงที่เคยขับเคลื่อนโดยกำลังคนในการพายเรือมาหลายศตวรรษได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เป็นหลักถึง 68% ในปี 2015
ทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปนั้นมีอุตสาหกรรมการประมงที่แข็งแกร่ง เห็นได้จากการทำประมงเชิงพาณิชย์และเชิงสันทนาการในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 212 พันล้านเหรียญสหรัฐตามรายงานการประมงของ NOAA ซึ่งได้สร้างตำแหน่งงานมากมาย ทั้งงานประจำและงานพาร์ทไทม์รวมกันถึง 1.7 ล้านตำแหน่ง แต่จำนวนเรือประมงในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปกลับลดลง ขณะที่ในทวีปเอเชียนั้นมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 400% เลยทีเดียว
การศึกษาล่าสุดนี้คาดการณ์ว่า จะมีเรือประมงเพิ่มขึ้นอีกมากกว่าล้านลำในช่วงกลางศตวรรษนี้ และนั่นอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ต่อจำนวนปลาบนโลก
งานวิจัยของสหประชาชาติแสดงให้เห็นว่า เกือบ 90% ของจำนวนปลาทะเลบนโลกนั้นลดลง สาเหตุล้วนเกิดจากการจับปลาในปริมาณมากเกินไป หรือจากการหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในท้องทะเลที่มากจนเกินพอดี รวมไปถึงปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และภาวะโลกร้อน ผู้เขียน ได้ให้เหตุผลว่าจากการประมาณการจำนวนเรือประมงที่มีอยู่จริงในปัจจุบันนั้น รัฐบาลของแต่ละประเทศควรนำข้อมูลดังกล่าวไปกำหนดกฎระเบียบข้อปฎิบัติ เพื่อใช้ในการป้องกันและรักษาความสมดุลย์ของ
สิ่งแวดล้อมทางทะเลต่อไปการจับปลาในปริมาณที่มากเกินไปส่งผลต่อขนาดของปลาที่เหลืออยู่ และยังส่งผลกระทบต่อการแพร่พันธุ์ นอกจากนี้ จำนวนปลาที่น้อยลงแต่ผู้คนจำนวนมากยังคงมีความต้องการบริโภคอาหารที่มีโปรตีน

ที่มา: https://edition.cnn.com/