FOREIGN NEWS NEW UPDATE

ผู้เชี่ยวชาญคิดว่าความต้องการในการใช้น้ำมันจะไม่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดจนถึงปี 2035

ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการน้ำมันได้วิเคราะห์ถึงปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกว่า จะยังไม่ทะยานไปแตะระดับสูงสุดภายในระยะเวลา15 ปีนับจากนี้
บริษัทที่ปรึกษาด้านกิจการน้ำมัน ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกนั้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่มีอะไรหวือหวาภายในช่วงระยะเวลา 15 ปีนี้อย่างแน่นอน ก่อนที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียจะมีความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด เพื่อก้าวให้ทันกับพฤติกรรมความต้องการของประชากรโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงไป และนั่นก็จะนำมาสู่ปริมาณความต้องการที่จะใช้พลังงานไฟฟ้า มากกว่าที่จะใช้พลังงานที่ได้จากไฮโดรคาร์บอน กันเลยทีเดียว
Simon Flowers – ประธานบริษัท Wood Mackenzie ได้ให้สัมภาษณ์กับทางซีเอ็นเอ็นบิสซิเนสว่า ” บริษัท Wood Mackenzie มีความเชื่อมั่นว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุด ภายในช่วง 20 ปีนี้โดยมีความเป็นไปได้สูงว่า จะอยู่ในช่วงปี 2035 – 2036 ที่จะถึงนี้”
สำนักงานพลังงานสากล ซึ่งมีภารกิจหลักในการดูแล ตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าสังเกตุการณ์ เกี่ยวกับการจัดหาพลังงานให้กับเหล่าบรรดาประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของโลก ได้กล่าวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า ” ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของประชากรโลกจะยังไม่พุ่งทะยานไปแตะระดับสูงสุดในช่วงนี้อย่างแน่นอน”
คำถามยอดฮิตสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ” ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันสูงสุดที่ประมาณการณ์ไว้น่าจะอยู่ในช่วงปีใด?” เนื่องจากช่วงเวลานั้นจะส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์สหรัฐกันเลยทีเดียว และส่งผลถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตอีกด้วย
Simon Flowers กล่าวว่ามีการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันที่น้อยมากในสหภาพยุโรป และความต้องการในอเมริกาก็จะลดลงเช่นกัน
ขณะนี้ความต้องการในการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดมาจากภูมิภาคเอเชีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ห้าอันดับแรกของภูมิภาค ตามรายงานจากบริษัท Wood Mackenzie ความต้องการในการใช้น้ำมันโดยรวมในประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น 2.5% ในปี 2018 เป็นจำนวน 25.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยที่จีนและอินเดียเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่
Simon Flowers ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ” ในอนาคตอันใกล้นี้ รถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์มากยิ่งขึ้น และจะเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกับผู้ผลิตรถยนต์ที่ยังใช้เครื่องยนต์ที่ต้องผ่านกระบวนการเผาไหม้อยู่อย่างแน่นอน”
และเมื่อเวลานั้นมาถึง ประชาชนจะต่างพากันหันมานิยมการใช้ยวดยานที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากันอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าประเทศจีนจะได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนไปแบบเต็มๆ เลยทีเดียว
Simon Flower ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ประเทศจีนนั้นเป็นประเทศที่มีศักยภาพและขีดความสามารถในการผลิตรถยนต์รายใหญ่ระดับโลกเลยทีเดียวรวมถึงเป็นแหล่งที่มีวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักในการขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
จีนได้ลงทุนอย่างมากกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
รัฐบาลจีนใช้มาตรการกระตุ้นโดยการสนับสนุนเงินให้แก่ผู้บริโภคที่หันมาซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือใช้ระบบไฮบริด เพื่อเป็นการรณรงค์ให้มีการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้รัฐบาลปักกิ่งกำลังหยุดให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อ และผลักภาระบางส่วนของการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไปยังผู้ผลิต ในปีนี้กฎใหม่เริ่มบังคับใช้ว่าอย่างน้อย 10% ของยอดขายรถยนต์ของบริษัทต้องเป็นรถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้าหรือไฮบริดแบบปลั๊กอิน กฎนี้ใช้กับผู้ผลิตรถยนต์ที่ผลิตหรือนำเข้ามากกว่า 30,000 คันต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 12% ในปี 2020
ที่มา: https://edition.cnn.com/