FOREIGN NEWS

การสวมหน้ากากอนามัยยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างร้อนแรงในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ทั่วโลกต่างตระหนักและให้ความสำคัญกับการสวมหน้ากากอนามัยอย่างยิ่งยวดกันแล้ว

หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ยืนกรานมาโดยตลอดว่าจะไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์  ถึงกับออกคำแถลงการณ์สั้นๆ ที่ทำเนียบขาวว่า “ขอให้ประชาชนชาวอเมริกันทุกคน สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะและไม่สามารรักษาระยะห่างทางสังคมที่ระยะ 2 เมตรได้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า หากสถานที่แห่งนั้นมีความแออัดมากๆ จนไม่สามารถยืนห่างกันที่ระยะ 2 เมตรได้ ก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคระบาดโควิด -19”  

มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าได้มีการเปลี่ยนความคิดอย่างฉับพลันเกี่ยวกับเรื่องความจำเป็นของการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าในที่สาธารณะ หลังจากที่ต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างหนักทั่วสหรัฐอเมริกาว่าเป็นต้นเหตุให้ประชาชนชาวอเมริกันต้องติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยตัวเลขยืนยันที่ 4 ล้านคน

เหล่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ได้รณรงค์เรียกร้องมาโดยตลอดในช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 จวบจนปัจจุบันว่า ขอให้ประชาชนชาวอเมริกันทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งให้ประชาชนในรัฐของตนเอง ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะ ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงปฎิเสธที่จะใช้มาตรการดังกล่าวกับทุกรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทรัมป์ ให้เหตุผลว่า “เค้าต้องการให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลนั่นเอง” 

ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีการนำมาตรการประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า กรณีที่ต้องออกนอกเคหะสถานทุกกรณีจนกลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ที่ผู้คนทั่วโลกปฎิบัติกันจนคุ้นชินไปกับการดำเนินชีวิตประจำวันไปแล้วโดยปริยายกันเลยทีเดียว

แม้แต่นายกรัฐมนตรีของอังกฤษอย่าง Boris Johnson ที่ตอนแรกก็ดูเหมือนว่าจะลังเลกับการใช้มาตรการ ให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยกรณีออกนอกเคหะสถาน ไปยังสถานที่สาธารณะ แต่ในท้ายที่สุด ก็มีการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า หากประชาชนผู้ใดไม่ปฎิบัติตามมาตรการดังกล่าวจะถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 125 เหรียญสหรัฐ (หรือราว 100 ปอนด์) กันเลยทีเดียว

หรือแม้แต่กระทั่ง ประเทศฝรั่งเศสเอง ก็มีมาตรการบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ในพื้นที่สาธารณะที่ปิดล้อม อาทิเช่น โรงภาพยนต์ พิพิธภัณฑ์ ร้านค้า ธนาคาร ศูนย์การค้า มิเช่นแล้วจะถูกตำรวจเรียกเก็บค่าปรับสำหรับผู้ที่ไม่ปฎิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าวเป็นเงินสูงถึง 133 ปอนด์ (หรือราว 155 เหรียญสหรัฐ) กันเลยจ้า

ส่วนประเทศอื่นๆ ได้มีการนำมาตรการ บังคับให้ประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง ที่มีการออกนอกเคหะสถานกันมาหลายเดือนแล้ว  ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 (นี่ก็เป็นอีก 1 new normal นั่นเอง)

สาธารณรัฐเช็ก นั้นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีการบังคับใช้มาตรการประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกเคหะสถานไปยังสถานที่ต่างๆ อย่างเคร่งครัด โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 19 มีนาคม 2563 ส่วนประเทศเยอรมัน ก็มีการเรียกค่าปรับระหว่าง 15 ปอนด์ ไปจนถึง 5,000 ปอนด์ หากประชาชนละเลยไม่สวมหน้ากากอนามัย ในช่วงเดือนเมษายน 2563 เป็นต้นมา ในขณะที่ประเทศสเปน นั้นมีการบังคับใช้มาตรการให้ประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย กรณีอยู่ในสถานที่สาธารณะเช่นกัน

ประเทศอิตาลี ก็มีการบังคับใช้มาตรการ ประชาชนทุกคนที่ออกนอกเคหะสถานต้องสวมหน้ากากอนามัย โดยไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเช่นกัน 

ประเทศสก็อตแลนด์ อิตาลี กรีซ ก็มีการบังคับประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง ที่มีการเข้าไปเลือกซื้อสินค้าภายในร้านค้าปลีกต่างๆ ในขณะที่ประเทศคิวบา ปากีสถานและอิหร่าน ก็ได้มีการบังคับใช้มาตรการประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง ที่ต้องเข้าไปยังสถานที่สาธารณะที่มีความแออัดของผู้คนด้วยเช่นกัน

ส่วนประเทศต่างๆ ในแถบเอเซียนั้น ประชาชนทุกคนต่างตระหนักรู้ถึงความจำเป็นและความสำคัญกับการต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง หากมีการออกนอกเคหะสถานมาเนิ่นนานแล้ว เนื่องจากประสบการณ์ที่เลวร้ายของไวรัสซาร์ส (เป็นโรคระบาดที่ผู้ป่วยจะติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันและรุนแรง) ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงปี ค.ศ. 2003 ก็ว่าได้  

ผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายท่าน ได้เขียนเกี่ยวกับการต้องตระหนักกับโรคระบาดไวรัสต่างๆ ไว้ในวารสารทางวิทยาศาสตร์  เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมาในประเทศที่ประชาชนหรือประชากรใส่ใจในเรื่องความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องออกนอกเคหะสถานก็จะสามารถควบคุมไวรัสไม่ให้มีการขยายตัวแพร่ระบาดต่อไปได้ โดยยกตัวอย่างประเทศที่มีการควบคุมโรคระบาดได้ดีมาก อาทิเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกงและไต้หวัน เป็นต้น

ที่มา: https://edition.cnn.com/