You are here:  

ถึงเวลา ECO INDUSTRIAL TOWN

Wednesday, 21 October 2009 07:25 administrator
Print PDF



เรื่อง: เอกสิทธ์ ใจงาม
ภาพ: อารินทร์ ปันทะวงศ์

ปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรมในแต่ละภาคของประเทศไทย นับว่ามีการเติบโตและขยายตัวสูงมาก แม้ว่าบางแห่งจะมีปัญหาบ้างในบางปีตามสภาพเศรษฐกิจโลก ซึ่งท่ามกลางสภาวะการเติบโตนี้ ชุมชน สังคมรอบข้าง สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมก็เติบโตตามกันไปด้วย โดยเฉพาะปัญหาต่าง ๆ จากที่เคยเป็นปัญหาเล็ก ๆ ก็พอกพูนขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม การเสียสมดุลทางธรรมชาติ การเสียดุลยภาพในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ปัญหาชุมชน ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาผังเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และแทรกซึมไปกระทั่งถึงปัญหาครอบครัว  ทั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมกับวิถีชีวิตของสังคม มักอยู่ในรูปแบบต่างคนต่างเดิน นักอุตสาหกรรมไทยเพิ่งจะเริ่มถกกันได้ไม่นาน เป็นการถกกันก่อนที่ปัญหามาบตาพุดจะดังระเบิดเสียอีก แต่ยังไม่เป็นจุดเร่งเร้า กระทั่ง หลายเรื่องของมาบตาพุดปูดขึ้นเป็นข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์และทีวีทุกช่อง จน ECO INDUSTRIAL TOWN หรือนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เริ่มเป็นประเด็นหลักในการหารือกันและน่าจะเป็นคำตอบของที่สุดที่นักอุตสาหกรรมและผู้เกี่ยวข้องนำมาทำบทสรุปและแนวการดำเนินการ เพื่อต่อติดการเติบโตทางอุตสาหกรรมกับชุมชนและสังคมของประเทศไทย

นิยาม
ในทางความหมายของคำว่า นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ Eco-Industrial Town จะคล้ายกับคำว่า Eco-Industrial Estate หรือนิคมอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ เพียงแต่ครอบคลุมกว้างกว่า เป็นการนำเอานิคมอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศมาตอบโจทย์ในแง่ของความเป็นเมืองใหญ่ อันหมายถึง กลุ่มของผู้ประกอบการผลิต และธุรกิจบริการที่มุ่งเน้นยกระดับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและธุรกิจ โดยอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกันในการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร เพื่อผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม คล้ายกับการปฏิบัติทำงานของโรงงานโดยมีเทคโนโลยีสะอาดและการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ จัดสรรไปพร้อม ๆ กับการรักษาคุณภาพชีวิตของชุมชนที่มีอยู่โดยรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมนั้น ๆ หรือสรุปสั้น ๆ คือ
1. การออกแบบ พัฒนาเมืองให้เติบโตไปพร้อมกันทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
2. การมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่
3. การใช้ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาแบบยั่งยืน
คำว่า Eco นี้ มาจากรากศัพท์ทั้ง Economic หรือเศรษฐกิจ และ Ecology หรือระบบนิเวศวิทยา

ญี่ปุ่นจุดเริ่มแห่ง Eco-Town
นายวิกรม วัชรคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวคิดและนโยบาย Eco Industrial Town ในประเทศไทยตั้งแต่แรกเริ่ม อธิบายให้ทีมงาน TIT ฟังว่า ที่จริง เรื่อง Eco Industrial Town นี้เป็นเรื่องที่มีการพูดกันมาอย่างยาวนาน ทางสถาบันและผู้ประกอบการที่ป็นสมาชิกก็มีโอกาสไปศึกษาดูตัวอย่างจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งในบ้านเราเองนั้น คนที่ริเริ่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราวคือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ทางกนอ.ผลักดันเรื่องนี้ และใช้เป็น Eco Industrial Park โดยมีพยายามทำนิคมอุตสาหกรรมให้ดี ทำมานานแล้ว...


...ส่วนคำเรียกหรือชื่อย่อ Eco Industrial Town นี้เพิ่งจะมีมาได้ไม่นาน อาจจะเพื่อให้คนฟังเข้าใจง่ายขึ้น อย่างญี่ปุ่น เขาศึกษามาตั้งแต่ปี 2540  เริ่มมาจากพื้นที่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เมืองคิตะคิวชู (Kita-Kyushu City) เมืองต้นแบบด้านเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ  ก่อนหน้านี้ เมืองนี้เป็นเมืองที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กรณีโรคมินามาตะ (Minamata) ที่เป็นต้นกำเนิดจากที่นี่ และเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรม มีอุตสาหกรรมเหล็กเป็นตัวปล่อยพวกมลพิษออกมามาก คือ บริษัทนิปปอนสตีล และมีอุตสากรรมอื่น ๆ ต่อเนื่องตามมา ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อ เมื่อถึงเวลาจึงมองว่า ไปไม่ไหว…


...ผู้ว่าของเมืองคิตะคิวชู และผู้บริหารของบริษัทนิปปอน สตีล ก็ได้ไปดูงานที่ Pittsburgh ที่อเมริกา ซึ่ง Pittsburgh เมื่อครั้งอดีตก็เป็นเมืองเหล็ก อย่างที่ทุกคนเรียกติดปากกันว่า Pittsburgh Steelers และเป็นเมืองที่มีปัญหาเรื่องมลภาวะมาก ซึ่งระยะหลังมีมาตรการเรื่อง Green เข้ามาดูแลในเรื่องสิ่งแวดล้อม ดูแลจัดการเรื่องเมืองต่าง ๆ จนตอนหลังเมือง Pittsburgh กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ เป็นเมืองที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ดี เปลี่ยนมาเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่คนอยู่ได้ อุตสาหกรรมก็อยู่ได้...


...ต่อมา ผู้บริหารญี่ปุ่นที่ไปดูงานแล้วเห็นตัวอย่างที่ดี จึงนำกลับมาแล้วค่อย ๆ พัฒนาแนวคิดเหล่านี้ พูดง่าย ๆ คือทำอย่างไรจึงจะดูแลให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันได้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้ง 3Rs (Reduce-Reuse-Recycle) เอาแนวทางเหล่านี้มาทำ ญี่ปุ่นจึงไปอีกขั้นคือมองให้เป็นระบบ มองในพวกขยะหรือกากของเสียของแต่ละอุตสาหกรรม กากที่ทิ้งของโรงงานหนึ่งอาจจะนำมาใช้ได้หรือเป็นประโยชน์กับอีกโรงหนึ่งได้..


...ทางญี่ปุ่น เขาระดมรวมความคิดกันว่า ใครมีอะไรที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันได้บ้าง ขณะนั้นเขาคิดกันโดยมีอุตสาหกรรมเหล็กเป็นแกนนำ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนในการจัดการหลายสิ่งหลายอย่าง แม้กระทั่งบรรดากากที่ไม่มีใครเอา โดยปกติของเขา สิ่งที่ง่ายที่สุดคือใส่เข้าไปในเตาเผาทิ้ง เผาเนื่องจากชาวบ้านไม่เอา ทีนี้ เมื่อมีการออกแบบระบบใหม่ขึ้น เพื่อพิจารณาว่า สิ่งไหนรีไซเคิลได้ก็ทำ โดยช่วงหลัง ๆ เขาทำเป็นระบบระเบียบมาก อาทิพวกพลาสติก ขวดพลาสติกต่าง ๆ เช่น ขวดเพชร จะมีบางส่วนที่แยกและเอาไปรีไซเคิลได้ แต่จะได้เฉพาะส่วนที่เป็นสีใส ๆ ที่ไม่มีเม็ดสี เป็นต้น ซึ่งจะมีบางส่วนที่รีไซเคิลไม่ได้ สิ่งที่กล่าวไปนี้จะถูกย่อยเป็นชิ้นเล็ก ๆ และป้อนเข้าสู่เตาถลุง...


...ต่อมา ส่วนพลาสติกซึ่งมีทั้งคาร์บอน ไฮโดรเจน เขาก็จะไปลดคาร์บอนลงในแง่ของกระบวนการผลิต ก็ได้ไฮโดรเจนแก๊สออกมา และระบบการจัดการในเรื่องของพวก Waste Treatment เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็กตอนหลังจะมีระบบป้องกันมลพิษเข้าไปมาก ซึ่งระบบเหล่านี้ไป absorb โอกาสทีจะเกิดพวกไดออกซิน (Dioxin: ผลิตผลส่วนเกินที่ได้จากโรงงานอุตสาหกรรมหลายชนิด และเกิดขึ้นได้จากขบวนการต่าง ๆ ตามธรรมชาติ) พวกบีโอซีนั้นมีอยู่ เสร็จแล้วเขาก็เผาทิ้งหมด ต่อมา เขาก็ไปจัดการสิ่งเหล่านี้ โดยทำให้เป็นระบบขึ้น ซึ่งทีในญี่ปุ่นหากใครมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนจะพบว่า จะมีลักษณะของเมืองคล้าย ๆ แบบนี้กระจายอยู่ทั่ว ซึ่งเรียกกันว่า Eco Town”

สถาบันเหล็กฯ กับ Eco Town ในไทย
กับคำถามที่ว่า ทำไม Eco Town ต้องสถาบันเหล็กฯ นายวิกรม กล่าวว่า “ขณะนี้ พูดได้ว่า อุตสาหกรรมเหล็กดูเหมือนจะตกเป็นผู้ร้ายในสังคมมากที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่างกับอุตสาหกรรมเหล็กในต่างประเทศ เพราะเรายังมีขั้นตอนที่ใช้น้ำมากมาย ส่วนใหญ่เป็นการรีไซเคิล ฉะนั้น การก่อเกิดหรือเป็นต้นทางของมลภาวะจากอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทย ผมว่าน้อยมาก แต่บังเอิญมีโครงการที่ผู้ประกอบการ เช่น สหวิริยา หรือว่าผู้ประกอบการในญี่ปุ่นที่จะมาลงทุนเรื่องโรงถลุงในประเทศไทย เขาปัญหาชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้าน โดยชาวบ้านระบุ หากทำตรงจุดที่พวกเขาอาศัยอยู่จะทำให้เกิดมลพิษต่าง ๆ เขาขอค้านการตั้งอยู่ในเขตของเขา ชาวบ้านมีโจทย์เป็นอย่างนี้…


…เมื่อผมเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล็กโดยตรง ผมได้นำโจทย์นี้มาพิจารณาว่า ทำอย่างจะให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดได้ โดยเติบโตไปกับชุมชน สิ่งแวดล้อม จะมีแนวทางใดบ้าง คิด ๆ กัน จากนั้นก็ไปดูงานต่างประเทศ เห็นว่า ในญี่ปุ่นและยุโรป เขามีการนำแนวปฏิบัติเรื่อง Eco Town เข้ามา ก็มาศึกษาพิจารณาร่วมกันกับผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อสุดท้าย ดูว่าจะทำแนวคิด Eco Town นี้ให้เป็นรูปร่างในบ้านเราได้อย่างไร จะมีจิ๊กซอว์ตัวไหนสำคัญบ้าง จึงเป็นที่มาที่ทำ Eco Industrial Town นี้ในบ้านเรา”

พิจารณาจากกรณีศึกษาที่ต่างประเทศ ปัญหามาก่อนแนวทาง Eco

“เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ปัญหาย่อมเกิดก่อนแนวทาง เกิดแล้วก็มาเรียนรู้ความผิดพลาด กรณีศึกษาของญี่ปุ่น เขาไม่ได้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอย่างเรา ส่วนที่เป็นเขตอุตสาหกรรมของเขาจะเป็นลักษณะ Industrial Zone คือทำเป็นโซนนิ่งเลย” นายวิกรม อธิบาย


ทั้งนี้ ในแง่การดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ระยะหลังมีกติกาของสังคมเพิ่มขึ้น โดยในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ระบุว่า


“การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว”


นั่นหมายถึงว่า ในอนาคต หากมีการพัฒนาโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรง ก็ต้องผ่านการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม  (EIA)  และสุขภาพ (HIA) ต้องมีการจัดประชาพิจารณ์ และรับฟังความเห็นขององค์การอิสระ


อนึ่ง ในแง่รัฐธรรมนูญปี 2550 นี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตั้งข้อสังเกตว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนและมีองค์กรอิสระ ที่ฝ่ายอนุรักษ์เชื่อว่าเป็นกลางมาร่วมให้ความเห็น ก็ใช่ว่า ปัญหาก็ยังไม่ยุติโดยง่าย ยิ่งถ้ามองการเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมด้วยแล้ว รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรที่เติบโตไปตามการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมย่อมสลับซับซ้อนมากขึ้น หรือหากมองในเชิงวิชาการประกอบแล้ว กล่าวคือการวิเคราะห์ผลกระทบเป็นเรื่องการทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ใช้เป็นเครื่องมือตัดสินมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งถือว่า มีพื้นฐานข้อมูลดีพอสมควร ก็ยังมีข้อถกเถียงกันเป็นอย่างมากอยู่แล้ว และถ้ามองการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพซึ่งเป็นผลกระทบในระยะยาวแล้ว ประเทศไทยยังขาดฐานข้อมูลด้านพิษวิทยา ระบาดวิทยาที่เพียงพอ ข้อยุติยิ่งเกิดขึ้นยากมากและหากมีองค์กรอิสระเข้ามาผสมโรงด้วย การพิจารณาเห็นชอบโครงการ (Permit) อาจนำไปสู่จุดอับ (Deadlock) ก็เป็นได้


สืบข้อมูลทางเอกสารมา เห็นมีแต่สภาพัฒน์เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้

นายวิกรม กล่าวว่า “แนวคิดนี้ เรามีการคุยกันไม่เมื่อไม่นาน กระทรวงอุตสาหกรรมมีคณะทำงานเรื่อง Eco Town มาประมาณ 4 ปี แต่มาอยู่ในกลุ่มของกระทรวงอุตสาหกรรม มีการนิคมอุตสาหกรรม กรมโรงงานฯ ยังไม่มีการขยายวงออกไป พอผมเห็นอย่างนี้ ก็นำมาคิดใหม่ ช่วงนั้นปัญหามาบตาพุดยังไม่มีมากเช่นปัจจุบัน แต่กำลังเดินเข้าไปหาทางตัน เพราะเริ่มมีคนประท้วงมีคนร้องเรียนในเรื่องมลพิษมากขึ้น”

ก่อนหรือหลังการต่อต้านของชาวบ้านที่บางสะพาน
“หลังบางสะพาน ที่จริง บางสะพานมีการประท้วงกันมาอย่างยาวนานแล้ว แต่กรณีของมาบตาพุดอาจจะเกิดขึ้นหลังนั้นไม่นาน ซึ่งกรณีนั้น สถาบันเหล็กฯ มองว่าจะไปลำบาก ผมจึงมีการไปพูดคุยกับหลายฝ่าย และดึงเอาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะทำงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมแต่งตั้งขึ้น มาร่วมจัดประชุมกันใหม่ ให้ทางการนิคมอุตสาหกรรมเข้ามา รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมก็มาคุยกัน และคณะทำงานเรื่อง Eco Town ก็จัดประชุม ทุกคนเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องเร่งผลักดัน จึงแจ้งทางสภาอุตสาหกรรมไป เพราะมีส่วนได้เสีย รวมถึงทางการนิคมอุตสาหกรรมก็ร่วมกันร่างว่าจะขับเคลื่อน Eco Industrial Town นี้อย่างไร แล้วเอาเรื่องนี้ไปเข้าที่ กรอ. หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน...


...เมื่อปรึกษาหารือกัน เราก็จะไปช่วยเติมส่วนรายละเอียด และส่งเรื่องไปที่ กรอ. เมื่อ กรอ.รับเรื่องจึงส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นผู้ทำรายละเอียด เมื่อส่งเรื่องไปที่สภาพัฒน์ผมจึงตามไป และรวบรวมเอาผู้ที่มีความเห็นร่วมกันไปช่วยกันร่างเรื่องนี้ออกมาเข้า กรอ. และเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือที่มาที่ไปสำหรับเมืองไทย ซึ่งสภาพัฒน์ต้องไปมองต่ออีกว่า จะเริ่มต้นให้ทางกระทรวงอุตฯ เดินทางไปแบบไหน ขณะนี้ เข้าใจว่ามีการโยนเรื่องให้คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติแล้ว ผมว่า เรื่องนี้เหมือนเริ่มจะติดลมแล้ว ต่อไปต้องดูว่าทำอย่างไรจึงจะให้เกิดเป็นรูปธรรม นี่คือที่มาที่ไป”

ทราบว่าต่างประเทศมีหน่วยงานดูแลในเรื่องเหล่านี้โดยตรงเลยเช่นที่ เยอรมนี ก็จัดตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาดูแลเลย

นายวิกรม กล่าวว่า “เราขอแนวทางก่อน เมื่อมีการพูด Eco Industrial Town ก็ว่ากันไป แต่ในระยะยาว ภาพกว้างหรือภาพรวมใหญ่ที่จะเป็น Eco Town เป็นเมืองนิเวศ ถ้าสมมุติว่า เมืองที่ไม่มีอุตสาหกรรมก็สามารถทำแบบนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรม เพียงแต่ว่า เรื่องเหล่านี้ถูกผลักดันจากพวกเราที่มาจากอุตสาหกรรม จึงใส่เข้า เพราะว่าถ้าเราไปอยู่บทบาทของอุตสาหกรรมก็จะเข้าไปช่วยทำให้เป็น Eco ได้ง่ายขึ้น...


...หลักสำคัญหนึ่งคือ การขับเคลื่อน Eco Town นี้ เป็น Area Base เช่น การจัดการโครงสร้างการปกครองของเรา เป็นการจัดการปกครองแบบรวมศูนย์ ทุกอย่างปกครองโดยส่วนกลาง แต่พอเราจะมาทำ Eco Town นี้ เป็นเรื่องของ Area base หรือให้คนในพื่นที่ดูแลกำกับพื้นที่โดยรวมเป็นหลัก และในพื้นที่ตรงนี้ใครจะทำอะไรก็มานั่งพิจารณาร่วมกันและจัดการร่วมกัน...


...ฉะนั้น Area base หมายถึง คนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหมดในบริวเณนี้ต้องมาทำการตกลงในแผนพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ร่วมกันให้เป็นส่วนร่วม ซึ่งถ้าเป็นลักษณะแบบนี้ได้ ก็จะเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตรวจสอบซึ่งกันและกัน นี่คือแนวคิดของ Area base แต่ปัจจุบันของไทยไม่ได้เป็น base การพัฒนาของไทยเป็นการพัฒนา 2 อย่าง คือ ในแง่ของส่วนภาครัฐ การจัดองค์กรของรัฐ เป็นการจัดตามฟังก์ชั่น บทบาทหน้าที่ เป็น Function base และยังเป็นการรวมศูนย์อีกด้วย ทุกอย่างคือส่งออกจากศูนย์กลางคือกรุงเทพ เมื่อมีการส่งออกไป ในแต่ละพื้นที่จะมีผู้ว่า มีอุตสาหกรรมจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด ทุกคนจะอยู่ทีตรงนั้น แต่นายคนละคน และมีการหมุนเวียนตำแหน่งตลอด ซึ่งการหมุนเวียนก็ไม่ได้พร้อมกัน ฉะนั้น จะเป็นทีมเดียวที่คุยเรื่องเหล่านี้ก็ค่อนข้างลำบาก จึงเห็นว่า ไม่มีเจ้าภาพเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือปัญหาข้อแรก...


...ต่อมา เมื่อมีอุตสาหกรรมลงไปในแต่ละเรื่องก็จะเป็น Agenda base เช่น ผมผลิตเหล็กก็จะสนใจแต่กระบวนการผลิตเหล็กของผม คุณทำพลาสติกคุณก็สนใจในเรื่องนั้น ฉะนั้น Agenda ของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน พอเอา Agenda ที่หลายคนทำ เอาเข้าไปใส่ในพื้นที่ที่ไม่มีการมองในเชิงบูรณาการที่เป็น Area base ก็เป็นปัญหาแน่นอน สมมุติในเรื่องเหล็ก คุณอาจจะต้องไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หน่วยงานราชการในประเด็นเรื่องเหล่านั้นเช่น น้ำ ขี้ฝุ่น แต่พอมาเป็นปิโตรเคมีก็อาจจะเป็นพวก BOD BOC เป็นต้น ก็เป็นอีก Agenda ฉะนั้นจะต้องนึกถึงที่ที่มีอะไรหลายอย่าง เช่นในมาบตาพุด นับเป็นกรณีศึกษาให้กับเราได้เห็นอยู่ทุกวันนี้”

กนอ. น่าจะเป็นเจ้าภาพเลย
“กนอ. โดยฟังก์ชั่นจะต้องดูเฉพาะในการนิคม ฉะนั้น สิ่งที่เขาดูแลในพื้นที่ที่เป็นนิคมเท่านั้น แต่ยังมีนอกนิคมที่ยังมีโรงงานนอกเหนือการควบคุมอีกทีหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของกรมโรงงาน และพอเมืองโตขึ้น คนก็เข้าไปอยู่อาศัยมากขึ้น การเติบโตของเมืองซึ่งไม่มีกฎกติกาอะไรเลย เรื่องขยะ เรื่องรถติด อีกอื่น ๆ การวางแผนที่จะเอาอุตสาหกรรมไปอยู่ตรงไหน บ้านเรือนอยู่ตรงไหนจะไม่มีการทำในเรื่องเหล่านี้ จึงเป็นปัญหาอย่างที่เห็น…


...เมื่อเรามาพูดในเรื่อง Eco Industrial Town ที่เราจะต้องพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น คงต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่า เมื่อเป็น Area base Development หมายถึง ต้องมองภาพในพื้นที่ทั้งหมดแล้วแต่เราจะตีกรอบ และคนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มีฟังค์ชั่นใครทำอะไรบ้าง...


...เมื่อต้นปี 2553 สถาบันเหล็กและคณะมีโอกาสไปญี่ปุ่น เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ อย่างเหล็กในญี่ปุ่น เขามีวิธีการอย่างไร  ที่ญี่ปุ่น เขาเริ่มอธิบายและพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้ความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผมว่า ทุกคนต้องเข้าใจอันใดอันหนึ่งให้ตรงกันก่อนว่า ปัญหามลพิษที่ออกมาเป็นสิ่งที่ทุกคนมีส่วน ทุกคน Generate ขยะหรือของเสียออกมาหลังจากเราบริโภคกิจกรรมต่าง ๆ พูดง่าย ๆ คือ สิ่งที่มนุษย์ทำล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดของเสียขึ้นมาจากกิจกรรมของเราทั้งสิ้น และเวลาเรามองตัวโรงงานในเรื่องของกระบวนการต่าง ๆ จะมี Waste ออกมาจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าในรูปของแก๊ส น้ำเสีย แต่กิจกรรมที่อยู่ตามบ้าน เช่นการทำกับข้าวเมื่อมีการหุงต้มก็เกิดแก๊สขึ้นมา และทานข้าวเหลือทิ้งก็เกิดแก๊สมีเทน เกิดแก๊สพิษ ก็ออกมาในบรรยากาศทั้งสิ้น หรือขับรถไปก็มีของเสียจากรถที่ขับ ไฟฟ้าที่ใช้ก็มาจากพลังงานซึ่งเกิดของเสียเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งเกษตรกรรม เมื่อปลูกข้าว ปุ๋ยที่ใส่เข้าไป พวกไนเตรต ก็ออกมาเป็นของเสียในบรรยากาศเช่นเดียวกัน สรุปได้ว่า ทุกคนมีส่วนในการทำให้เกิดมลพิษเหล่านี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น เวลาเขามองภาพของสิ่งแวดล้อม เขา (ที่ญี่ปุ่น) จะมองในภาพโดยรวมทั้งหมด


...ที่ญี่ปุ่นจะมีการมาทำแผนทั้งหมดว่า ในเมืองที่อาศัยอยู่ มีอุตสาหกรรมเท่าไหร่ มีเกษตรกรรมเท่าไหร่ มีบ้านเรือนเท่าไหร่ แต่ละส่วนต้องมาดูและตรวจสอบยอดรวมว่ามีของเสียออกมาเท่าไหร่ เราจะมีการจัดสรรเท่าไหร่ มองในภาพรวมเอาสิ่งที่ได้มาจำกัดกรอบกิจกรรมของแต่ละคน ฉะนั้น ในส่วนของอุตสาหกรรมก็จะได้โควต้ามาเพื่อจำกัดการใช้ในการที่จะไม่สร้างความเสียหาย และมลพิษเพิ่มมากขึ้น ในญี่ปุ่นเขามีการทำแบบที่กล่าวมา แล้วก็มีการ Monitor โดยการตรวจวัดทั่วทั้งเมือง เพื่อจะได้ทราบว่า ตรงส่วนไหนที่มีการเกิน ก็ต้องไปพยายามลด หรือลดในส่วนอื่น เพื่อเป็นการชดเชยกัน ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่มองภาพรวมและต้องให้ความสำคัญกับการ Generate Environment พวก waste เป็นสิ่งที่ทุกคนมีส่วน ร่วมกัน”

กล่าวได้ว่า ทุกส่วนต้องคิดร่วมกันในเวทีเดียวกันเพื่อร่วมพัฒนาในเขตพื้นที่เดียวกัน
“แน่นอน การพัฒนาพื้นที่ การจัดการพื้นที่ ต้องให้คนในท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วม หน่วยงานหลัก คือการพยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ที่เราต้องหาทางผลักดัน  เพราะว่าเขาเป็นคนในพื้นที่ อย่างเช่น อบต. อบจ. คือคนที่อยู่ในพื้นที่ คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ว่าแต่เป็นคนในพื้นที่ ทำอย่างไรจึงจะให้คนเหล่านี้หรือองค์กรในลักษณะนี้มามีบทบาทในการร่วมตัดสินใจในการกำกับดูแล อย่างญี่ปุ่น หรือจีน หรือสหรัฐอเมริกาเขาทำกัน พูดง่าย ๆ คือ Local Government จะเป็นองค์กรหลักในการดูเรื่องทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่แผนพัฒนาเมืองว่า จะเอาเมืองนี้มีอะไรตรงไหน จะต้องทำอะไรบ้าง และงบประมาณในการพัฒนา จัดการเมือง ซึ่งต้องให้ Local Government เป็นคนจัดการ ก็จะเป็นแบบนั้น หากเป็นแบบนั้นได้ ปัญหาเรื่องที่เราเห็น เช่นหน่วยเครื่องตรวจสอบ ซึ่งเมืองที่ผมไปดูมาคือเมืองคาวาซากิของญี่ปุ่น เป็นของรัฐบาลท้องถิ่น เขาจะมีศูนย์ Monitor ที่เขาวางไว้ทั่วเมือง ตรงไหนมลพิษเกินจะมีเสียงเตือน จากนั้นเขาจะต้องตรวจสอบเพราะจะทราบอยู่แล้วว่าโควต้าของแต่ละที่เท่าไหร่ ตรงไหนที่ลดได้ เขาจะติดต่อไป”


ที่ญี่ปุ่น กว่าเขาจะสำเร็จใช้เวลานานแค่ไหน
“หลาย 10 ปี ส่วนของเรา ถ้าดูอัตราการพัฒนา กรณีญี่ปุ่นประมาณ 10 ปี แต่ถ้าในอเมริกาหลาย10 ปี เกาหลีใต้สั้นกว่ามาก ไต้หวันก็สั่นกว่า เรื่องเหล่านี้จะมีรูปแบบให้เห็น ผมไม่คิดว่า ประเทศไทยไม่น่าจะใช้เวลานานเหมือนต่างประเทศ...


...คือถ้าพูดกันรู้เรื่อง ผมว่าปีสองปีก็ได้แล้ว  ขณะนี้อย่างน้อยก็ทราบว่ารัฐบาลรับเรื่องแนวความคิดแล้ว เขาไปอยู่ในคณะกรรมการที่สำคัญ ๆ แล้ว โดยกรอบความคิดก็มีแล้ว รูปแบบในการที่จะพยายามให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นแกนหลัก ทุกคนก็เข้าใจแล้ว ตอนนี้เหลือว่า How to in detail แล้วว่าจะทำอย่างไร เราต้องมาเริ่มทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ผมคาดหวังว่า แนวความคิดนี้จะแพร่กระจายออกไป แต่การกระทำอย่างที่กล่าว คิดว่าภาคส่วนที่สำคัญอย่างนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันว่าอย่างนี้เราจะมาแก้ปัญหา แต่ต้องบอกก่อนว่าเป็นปัญหาร่วมกัน อันแรกต้องไม่โยนว่าเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง ต้องให้เข้าใจตรงนั้น...


...เราพยายามจะดึงมาคือ อาศัยภาคธุรกิจ อย่ามองว่านักธุรกิจเป็นนายทุน จะมาเอาเปรียบ ถ้ามองอย่างนี้ก็พูดไม่รู้เรื่อง อันแรกต้องมองให้เห็นว่า คนนี้เป็นคนที่ Generate รายได้ มีความสามารถในการจัดการ เรื่องการเงิน มีความสามารถในการจัดการเรื่องระบบ ทำให้งานไปได้ดี ในขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็ต้องหันมามองภาคประชาสังคมว่า คนเหล่านี้มีความรู้มีความเข้าใจทางด้านสังคมดีกว่าเรา เพราะเราไม่เคยสัมผัสกับคน เรามีแค่คนงานในโรงงาน เราไม่เคยไปยุ่งกับชีวิตประจำวัน เราไม่เคยเข้าใจปัญหาของความเป็นอยู่ เอามารวมกัน เดินไปด้วยกัน และกลไกของรัฐ ต้องเข้าใจบทบาทว่าตนเองมีหน้าที่สนับสนุน กำกับ และสร้างกรอบ สนับสนุนในส่วนที่จำเป็น ต้องเอาเรื่องเหล่านี้เข้ามา และต้องยอมรับว่าคนรู้ไม่เท่ากัน เวทีเหล่านี้เราต้องช่วยกัน”

แนวทางนี้ อาจกระทบไปถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลไทยเลยทีเดียว
“ถ้าไปดูต่างประเทศจะเห็นเขาทำได้ ถามว่าเขาทำสำเร็จเพราะอะไร ญี่ปุ่น ยูโรป สำเร็จเพราะมีกฎกติกาแบบนี้ และดำเนินงานแบบนี้ แต่ละเมืองเป็นแบบนี้มาทั้งนั้น ทำไมเราไม่เดินหรือปรับมาใช้ หรือถ้าตราบใดคนที่อยู่ในพื้นที่เขามีส่วนร่วม แน่นอนอาจจะไม่สมบูรณ์ในครั้งแรก แต่หลังจากทำไปสักพัก ตัวระบบจะจัดการด้วยตัวมันเอง และความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะหายไป” นายวิกรม ให้ความเห็น

กล่าวได้ว่า Eco Town คือการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
นายวิกรม กล่าวว่า “ในทางปฏิบัติเราจะกระจายแบบไหน  นี่ไม่ใช่การคิดเรื่องระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ปัญหาประเทศตอบไม่ได้ด้วยการเมือง ต้องตอบด้วยการที่ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมความคิดว่าจะทำอย่างไร…


...ยกตัวอย่างในเมืองไทย กรุงเทพฯ ขณะนี้ผมว่าดีขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยมีการจัดการดีขึ้นกว่าเดิม อย่างพัทยาก็เห็นตัวอย่างที่ชัดเจน ช่วงเวลาไม่กี่ปีพัฒนาขึ้นมามาก ที่พัฒนาขึ้นมามากเพราะส่วนท้องถิ่นมีบทบาท รูปแบบแบบนี้ที่สำเร็จและทุกคนเห็นคือ “บางแสนโมเดล” ทั้งหมดที่พูดมาก็เหมือนกับบางแสนโมเดลแล้วเอามาขยายทั้งสิ้น…


...ฉะนั้น ที่เราพูดจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เราพูดในสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ขยายวงออก ลักษณะของธุรกิจหลัง ๆ ที่เข้ามาทำกัน อย่างเช่นกรณีของซีพี เขาจะมีการพูดว่า ท้องถิ่นได้อะไร ประชาชนได้อะไร บริษัทได้อะไร ต้องไปด้วยกัน ก็มีแบบนี้”

โอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาเหมือนกรณีญี่ปุ่น
“ต้องสำเร็จ เพราะเห็นแล้ว แต่ว่าจะดีจะช้า จะเร็ว ขึ้นอยู่กับเวลาและเหตุผลที่คนต้องเข้ามาช่วยกันไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง อย่าคิดว่าเป็นของเรา ที่ผมพูดก็ไม่ใช่ความคิดผม แต่ผมพยายามไปดู ไปสังเกตว่า บ้านเราเป็นอย่างไร” นายวิกรม กล่าว

สุดท้าย Eco Town จะไปถึงขั้นแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อไปไหม
“เข้าใจว่าอยู่ แต่ในความเห็นของผม ผมว่า เป็นประเด็นรอง ประเด็นหลักคือ ทำอย่างไรผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ที่สำคัญในประเทศมีบทบามเข้าใจเรื่องนี้ก่อน ฉะนั้น โจทย์ที่ผมต้องผลักดันต่อคือ ดึงเอาภาคธุรกิจกับภาคประชาสังคมเข้ามาคุยกัน หาทางเดินที่เหมาะสม...


...เวลาเราพูดเรื่อง Eco Town อาจจะฟังเหมือนปรัชญา มีเพื่อนผมถาม บอกว่า เวลาพูดเรื่อง Eco ทุกคนพูดเรื่องสีเขียวใช่หรือไม่ รู้ไหมสีเขียวความหมายคืออะไร และถามผมว่า สีเขียว คุณไปไล่ดูว่ารุ้งมีกี่สี สีอะไรอยู่ตรงกลาง นั่นคือสีเขียว ถ้าไล่จากความถี่ของแสง ในสัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวัน ตรงกลางก็วันพุธ คือสีเขียว ในความหมายของสีเขียวคือความสมดุล ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง เวลาเราพูดถึง Eco หนึ่งในเชิงความหมายทั้ง Economic Ecology ทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ฉะนั้น เรื่องพอเพียง เรื่อง Eco ความเป็นกลาง ต้องทำให้คนเข้าใจก่อน ถ้าทำอย่างนั้นได้ ผมว่าเราจะเดินในเรื่องเหล่านี้ได้ดี...


..สิ่งที่จะยากคือ Equipment สิ่งแรกต้องทำให้เห็นประโยชน์ที่เกิดร่วมกัน จะพูดอะไรที่เลื่อนลอยไม่ได้ ต้องเอาประโยชน์ที่เกิดร่วมกันจับต้องได้ ถ้าเราทำตรงนั้นได้ก็เจริญ”


นายวิกรม กล่าวทิ้งท้ายถึงสถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้กับโอกาสของ Eco Industrial Town ว่า “วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มองอีกด้านเป็นโอกาส แทนที่จะต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี เพื่อให้เหมือนญี่ปุ่น ในกระบวนการเหล่านี้ (ปัญหามาบตาพุด, บางสะพาน ฯลฯ) เป็นกะบวนการที่เร่งให้คนเข้ามาคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม คุยเรื่องการในส่วนร่วมและร่วมกันคิด เป็นเหมือนสิ่งกระตุ้น ฉะนั้น ประเทศไทยตอนนี้ ผมมองว่า รมีโอกาส  จากที่คนทะเลาะกัน จำเป็นต้องเข้ามาพูดกัน โอกาสตรงนี้ผมคิดว่าทำให้การคุยเรื่องเหล่านี้ง่ายขึ้น เพราะรู้ว่าเรา หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เดินไม่ได้คนเดียว จำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน จะทำให้กระบวนการทั้งหลายน่าจะไปได้เร็วครับ”

Last Updated on Monday, 30 April 2012 09:23

Our Partner