You are here:  

อนาคตประเทศไทย ศักยภาพสู่เวียดนาม

Friday, 26 October 2012 13:39
Print PDF

อนาคตประเทศไทย

ศักยภาพสู่เวียดนาม


เรื่อง/ภาพ อารินทร์ ปันทะวงศ์

“เวียดนาม” หนึ่งในตัวเลือกของประเทศจากทางยุโรป เพื่อการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท เนื่องจากค่าแรงที่ถูก พื้นที่ในการจัดตั้งโรงงานยังมีราคาไม่แพงมาก โดยภาพรวมการลงทุนจึงยังไม่สูงนักหากมองในระยะยาว

ประเทศไทย พันธมิตรเพื่อนบ้านของเวียดนาม จึงไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง เพราะประเทศในอาเซียนด้วยกันเองต่างก็มีการย้ายฐานผลิตกันไปบ้างแล้ว อีกประการคือ สินค้าอุปโภค บริโภคของประเทศไทย ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องมาตรฐานมีการเข้าไปตีตลาดแล้วได้ยอดการขายเพิ่มขึ้นมาก

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จึงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาศักยภาพของคนไทย เพื่อก้าวสู่สากลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เดินหน้า “โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันเจาะตลาดต่างประเทศ”  หรือ (MDICP- BRICP) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีทักษะที่แข็งแกร่งมากขึ้น

TiT ฉบับนี้จึงมีโอกาสไปเยือน ประเทศเวียดนามเพื่อเก็บบรรยากาศของการลงทุน ที่ค่อย ๆ ขยายมากขึ้นตามลำดับ และได้เยี่ยมชมงาน PROPAK VIETNAM 2011 พร้อมทั้งได้พูดคุยกับผู้บริหารของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมถึงทิศทางการลงทุน และการผลักดันของกรมฯ


กสอ.ร่วมพันธมิตรบุกตลาดอาเซียน
นายพสุ โลหารชุน  อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เผยว่า จากนโยบายเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพื่อบุกตลาดภูมิภาคอาเซียนของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ โดย  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยบัณฑิตนวัตกรรมการจัดการราชมงคลรัตนโกสินทร์ (R-CIM)   เดินหน้า “โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันเจาะตลาดต่างประเทศ”  หรือ (MDICP- BRICP) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

พร้อมกันนี้  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ลงนามความร่วมมือกับผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ  ขณะเดียวกันได้มีการลงนามความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) และบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการที่จะให้ความรู้ในโครงการสัมมนาอบรมต่าง ๆ ตลอดจนการให้การสนับสนุนด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนา  เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ได้ศึกษาลู่ทางการลงทุนทุกรูปแบบ ทั้งที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้าน  ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางไปติดต่อการค้าและลงทุน

MDICP-BRICP
ในปีงบประมาณ 2554 นี้ MDICP-BRICP ได้เตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปทำการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่เริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น เช่น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่น่าลงทุนในขณะนี้ และเป็นประเทศเป้าหมายที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) ต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำการค้า เนื่องจากมีความพร้อมในการบริโภคสินค้าไทย

“โครงการนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขยายการค้าสู่ต่างประเทศ  โดยเฉพาะประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง   เป็นที่สนใจของนักลงทุน  แต่เนื่องจากกฎระเบียบของเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องทราบถึงกฎระเบียบ  สภาพแวดล้อม วัฒนธรรมความเป็นอยู่  แนวทางการขยายตลาด   การพัฒนาสินค้าและการบริการ  เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของคู่ค้า ตลอดจนการสร้างกลยุทธ์การเจรจาการค้า  การทำข้อตกลงทางการค้า   เป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการให้สามารถขยายตลาดในต่างประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง  พร้อมรับกับการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558” นายพสุกล่าว

สร้างโอกาสขยายการลงทุนของเอสเอ็มอีไทย
ด้านนายสุรศิษฎ์ บุญญาภิสันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการโอกาสธุรกิจเอสเอ็มอีในการเปิดตลาดที่ประเทศเวียดนามว่า ขณะนี้ประเทศเวียดนามถือว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีประชากรประมาณ 90 ล้านคน และมีกำลังซื้อสูง รวมถึงสินค้าประเภทอุปโภค บริโภคของไทย ยังเป็นที่ต้องการของชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีที่เอสเอ็มอีไทยจะทำการค้าในประเทศเวียดนาม โดยทางกรมฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้การสนับสนุนในการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปเปิดตลาดในต่างประเทศ โดยเริ่มต้นที่ประเทศเวียดนาม ก่อนจะขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคใกล้เคียงและประเทศจีน ในลำดับต่อไป

อนาคตบรรจุภัณฑ์ที่เวียดนาม
รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อในระหว่างการพาผู้ประกอบการและสื่อมวลชนเยี่ยมชมงาน PROPAK VIETNAM 2011 ณ Saigon Exhibition & Convention Center (SECC) เมืองโฮจิมินทร์ ประเทศเวียดนาม ว่าอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะกระป๋อง จะได้การตอบรับที่ดีจากประเทศเวียดนาม ส่วนหนึ่งมาจากจัดงานแสดงนิทรรศการบรรจุภัณฑ์โลหะในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความสนใจ และการรับรู้ไปสู่ประเทศเวียดนามได้ดีทางหนึ่ง แต่ถ้ามองอีกมุม เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศเวียดนามเรียนรู้ และพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า เพื่อก้าวแซงหน้าประเทศไทยหากต้องการให้บรรจุภัณฑ์โลหะในประเทศเวียดนามเติบโตและได้การตอบรับที่ดี

“คงหนีไม่พ้นเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์กระป๋องให้มีคุณภาพมากที่สุด และใช้ต้นทุนในการผลิตให้น้อยที่สุด พูดง่ายๆ ว่าสินค้าที่ออกมา ต้องมีทั้งคุณภาพและความสวยงามไปพร้อมๆ กัน และต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจึงจะสร้างการตอบรับที่ดีจากประเทศเวียดนามได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 99% ของยอดรวมของจำนวนธุรกิจทั้งหมด ดังนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า SMEs เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน”

แผนพัฒนา SMEs เพื่อตลาดใหม่
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เน้นการพัฒนาธุรกิจ SMEs ให้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมั่นคง เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป การพาผู้ประกอบคลัสเตอร์บรรจุภัณฑ์โลหะเข้าร่วมงานนี้ ก็เพื่อเป็นการเปิดตลาดใหม่ในเวียดนาม ที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง รวมถึงการนำบรรจุภัณฑ์ที่ชนะการประกวดเข้าร่วมแสดงในงานนี้ด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้ประกอบการและนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการตลาด และรองรับสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Economic Community:AEC) ซึ่งตั้งเป้าให้อาเซียนเป็นเขตการผลิตเดียว ตลาดเดียว (Single market and production base) ภายในปี 2563

นอกจากจะคึกคักเพราะมีการจัดงานแสดงสินค้าอย่างงาน PROPAK VIETNAM 2011 แล้ว บรรยากาศโดยทั่วไปของเวียดนามยังคึกคักเป็นพิเศษ เพราะการหลั่งไหลเข้าไปลงทุนของบรรดาธุรกิจข้ามชาติตลอดช่วงปีนี้ ส่วนบริษัทข้ามชาติที่เข้าไปลงทุนอยู่ก่อนแล้ว ก็เพิ่มการลงทุนใหม่ๆ มากขึ้น บ่งชี้ว่านักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจในแนวโน้มเศรษฐกิจของเวียดนาม

ไทยชะลอตัว แต่เวียดนามก้าวแซง
นายสุรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า เราคงได้ยินค่อนข้างมากว่า การที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางการเมือง ที่อาจฉุดให้ การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ก้าวหน้า ขณะที่เวียดนามมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจะแซงหน้าเศรษฐกิจไทย ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2548-2549 ปัญหาในประเทศไทยทำให้การลงทุนจากต่างประเทศอาจชะลอตัวลงมาบ้าง ต่างกับเวียดนาม ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจสูงเป็นลำดับที่สามของภูมิภาคเอเชีย รองจากประเทศจีน และอินเดีย เวียดนามจึงเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจต่อการค้าและการลงทุนมากประเทศหนึ่ง

ทั้งนี้เวียดนามมีการปฏิรูปประเทศที่มีความก้าวหน้ามากต่อเนื่อง ทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน นับตั้งแต่การปรับตัวเองจากระบบเศรษฐกิจที่มีการควบคุมจากส่วนกลาง มาเป็นระบบเศรษฐกิจที่อิงกับกลไกตลาด การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนั้นเติบโตในอัตราสูง ศักยภาพของภาคการส่งออกนั้นรวมไปถึงน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ (เป็นคู่แข่งขันการส่งออกข้าวของประเทศไทย) นอกจากนี้การที่ประเทศเวียดนามได้รับการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกก็เป็นโอกาสของการค้าและการลงทุนเปิดอย่างกว้างขวางมากขึ้น

“ปัจจัยที่จะดึงดูดการลงทุนที่ดีอีกประการของเวียดนามคือ จำนวนประชากร และแรงงานที่มีอยู่มาก และค่าแรงยังต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศไทย แต่ประชาชนชาวเวียดนามเป็นกลุ่มที่ขยันขันแข็งและทำงานหนัก ซึ่งในเรื่องของความขยันขันแข็ง ไม่ด้อยกว่าประชาชนชาวจีนเลย”รองอธิบดี กสอ. กล่าวในที่สุด

เอกชนพร้อมดันไทย
“บริษัท ล็อกซเล่ย์ ถือเป็นบริษัทที่มีศักยภาพที่จะช่วยเป็นพลังผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็ม อีไทย สามารถนำผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการเข้าเปิดตลาดในเวียดนามได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากทางบริษัทฯ มีความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ด้านการดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามมานาน” รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกล่าว

“ล็อกซเล่ย์”พร้อมด้วยประสบการณ์
ด้านนายธงชัย ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความพร้อมในการผลักดันผู้ประกอบการไทยว่า ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในเวียดนามของบริษัทฯ จะมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านการดำเนินธุรกิจในเวียดนามมาเป็นเวลานาน ทำให้มีสายสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนของเวียดนาม อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงโฮจิมินห์ ซิตี้ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับทางการค้าต่างๆ การจัดส่งสินค้า และการกระจายสินค้า เป็นต้น โดยล่าสุดทางบริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ “ความร่วมมือทางการค้าในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” ระหว่าง บมจ.ล็อกซ์เล่ย์ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 4 ราย ได้แก่ บริษัท ดีไซน์ ออลเทอร์เนทีฟ จำกัด ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ห้องแล็ป 2.บริษัท Kleen Contractor จำกัด ผู้ให้บริการด้านการตกแต่งภายใน 3.บริษัท เพรสซิเด้นท์ เกรน พรอดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมและเครื่องดื่มธัญพืช และ 4.บริษัท ที.เอ็ม.ซี แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ให้บริการออกแบบ ผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ไฮดรอลิก

“ทางบริษัทฯ จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้าน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งนอกจากผู้ประกอบการทั้ง 4 รายแล้ว ทางเรายังเปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะขยายตลาดไปสู่ประเทศอื่นๆ ต่อไป โดยคาดภายในปี 2554 จะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 50-100 ราย ในทุกภาคอุตสาหกรรม” นายธงชัยกล่าว

Our Partner