You are here:  

ใครคือจุดอ่อนของพลังงานทดแทนไทย

Monday, 01 October 2012 11:27
Print PDF

 


พิชัย ถิ่นสันติสุข
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ปัญหาการส่งออกในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ไม่ว่าจะมาจากผลพวงโดยตรงจากปัญหาเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปหรือไม่ก็ตามแต่หลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มตระหนักว่าหากไทยต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจากการส่งออกถึงร้อยละ 70 อย่างในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังจะอยู่ใน Red Zone ซึ่งจะเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับการส่งออก สายตาหลายคู่เริ่มชำเลืองธุรกิจใหม่ซึ่งคาดว่าอาจจะยั่งยืนและกำลังเป็น Blue Ocean อยู่ในขณะนี้นั่นก็คือ “พลังงานทดแทนหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Renewable Energy”

ถ้าเราจะมาเล่นเกมส์กำจัดจุดอ่อนกัน ท้ายที่สุดก็จะหาคนทำงานไม่ได้ ดังนั้นเราจึงมามองภาพรวมแล้วช่วยกันดูว่าใครคือจุดอ่อน ใครควรอยู่  ใครควรไป หรือใครควรปรับปรุงตัวเพื่อความยั่งยืนและมั่นคงของพลังงานในประเทศอันเป็นที่รักและหวงแหนของพวกเรา  เริ่มด้วยมุมมองใหม่ด้านพลังงานทดแทนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังดำรงฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มตัวซึ่งทำงานภายใต้การควบคุมดูแลของภาครัฐ

จากพายชาร์ตที่ท่านเห็น พลังงานไฟฟ้าไทยมาจากพลังงานทดแทนถึงร้อยละ 13 จากพลังงานน้ำซึ่งได้จากเขื่อนต่าง ๆ ภายในประเทศร้อยละ 5 และจากการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอีกร้อยละ 7 และอื่น ๆ อีกร้อยละ 1  คราวนี้ลองศึกษาภาพสไลด์ที่ 2 ของทาง EGAT ซึ่งได้แสดงข้อมูลอย่างน่าสนใจว่าเราพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านประเทศใดบ้างเป็นสัดส่วนเท่าไร และไทยควรจะทำตัวให้น่ารักในสายตาของเพื่อนบ้านมากน้อยเพียงใดเพื่อให้เขายังยอมขายไฟฟ้าให้เราในราคาปัจจุบันไม่ต้องรบกับ NGO ในประเทศเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง แล้วลองวิเคราะห์ดูว่านี่คือจุดอ่อนหรือเปล่า ถ้าหากว่าในอนาคตไทยคงต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากจีนกว่า 60,000 MW จากเมียนมาร์ 39,000 MW และจากเพื่อนบ้านแสนสนิทอย่างประเทศลาวอีก 26,000 MW และจากกัมพูชาอีก 10,000 MW ลองคำนวณดูว่าจะเป็นร้อยละเท่าไรของไฟฟ้าที่เราใช้ในอนาคต

คราวนี้มาดูมุมมองของกระทรวงพลังงานบ้าง ด้านพลังงานทดแทนมี 2 กรมใหญ่ ช่วยกันทำงานบางครั้งก็คิดต่างกันบ้างเป็นปกตินั้นก็คือ  พพ. และ สนพ.  คนทั่วไปมักจะรู้จัก พพ.มากกว่า สนพ.  พพ.คือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ส่วนสนพ.คือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สนพ.เป็นผู้กำหนดนโยบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ Adder หรือจะเป็น Feed-in Tariff ก็ตาม รวมทั้งเป็นผู้ดูแลกองทุนอนุรักษ์พลังงานกองใหญ่รวมทั้งงบการวิจัยพัฒนา จึงเป็นที่รู้จักของแวดวงผู้ขอทุนทั้งหลาย ส่วนทางพพ. ชื่อก็บอกแล้วว่าพัฒนาพลังงานทดแทน จึงมีฝ่ายต่าง ๆ เกือบครบตามชนิดของพลังงานทดแทน เช่น Mr.Wind, Mr.Solar, Mr.Biomass, Mr.Biogas, Mrs.Waste to Energy และ Mr.Biofuel เป็นต้น หลาย ๆ คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศมักจะสับสนว่าเรื่องไหนกรมไหนรับผิดชอบ จึงมักไปถามด้านนโยบายกับทางพพ. ซึ่งทางพพ.ก็ต้องตอบเลี่ยง ๆ ไป สองกรมหลักด้านพลังงานทดแทนมีนโยบายการทำงานที่แตกต่างกัน คือ สนพ.ใช้แนวทางจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเอกชนผ่านมูลนิธิ สมาคมหรือองค์กรที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร ส่วนพพ.จะตั้งงบประมาณใช้เองมุ่งส่งเสริมให้มีต้นแบบหรือโครงการใหม่ ๆ ด้านพลังงานทดแทน ใครที่ยังไม่รู้จะได้เดินหน้าได้ถูกต้อง

 


จากแผนการพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี ขณะนี้ผ่านไปแล้วกว่า 5 ปี จึงมีการปรับแผน ปรับชื่อใหม่ที่ผู้ใส่ใจพลังงานทดแทนควรจำเอาไว้คือ แผน 10 ปี AEDP: Alternative Energy Development Plan พามาเจาะลึกดูแล้วลองวิเคราะห์ว่าอะไรคือจุดอ่อน คนหรือนโยบาย และจะกำจัดอย่างไรหรือทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายสมประโยชน์
พลังงานลม จุดอ่อนของไทยคือ สภาพภูมิศาสตร์ไม่เอื้อมากนัก คือมีกระแสลมโดยเฉลี่ยประมาณ  4-5 เมตรต่อวินาที ในขณะที่ประเทศที่เหมาะสม น่าจะมีกระแสลมอยู่ที่ประมาณ 7 เมตรต่อวินาที แต่ก็ยังมีนักพัฒนาโครงการมือดีพัฒนา 2 โครงการใหญ่ที่นครราชสีมา คือ ทุ่งกังหันลม ห้วยบง 2 และห้วยบง 3 ซึ่งรวมกันแล้วกำลังการผลิตติดตั้งจะอยู่ที่ 207 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าในต้นปีพ.ศ. 2556 เราจะได้เห็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ซึ่งสอดรับกับแผนของรัฐบาลที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้โคราชเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคอีสานตอนล่าง แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro Wind Turbine) ขนาดไม่เกิน 50 kW ซึ่งคนไทยทำเองใช้เองยังขาดนโยบายสนับสนุน

พลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับประเทศไทยอาจจะดูเหมือนอาทิตย์อัศดงไปแล้วก็ว่าได้ ปริมาณที่รัฐต้องการรับซื้อ 2,000 MW จนถึงอีก 10 ปีหน้า แต่มีปริมาณการเสนอขายกว่า 3,000 MWแล้ววันนี้ ตามมาด้วยธุรกิจค้าขาย PPA (ใบอนุญาต) อันอื้อฉาวไปทั่วโลก พลังงานแสงอาทิตย์หากภาครัฐขาดการส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ จะเกิดการนำเข้ากว่าร้อยละ 90 ซึ่งเป็นการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์  ทั้งนี้กว่าร้อยละ 70 ยังเป็นการนำเข้านักลงทุนอีกด้วย งานนี้ใครได้ใครเสียวิเคราะห์เอาเอง
ไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดเล็ก เป็นโครงการของภาครัฐหรือเกี่ยวข้องกับภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องใช้พื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติ

พลังงานชีวมวล พลังงานยิ่งใหญ่ซึ่งมีจุดแข็งด้านสภาพภูมิศาสตร์ มีเทคโนโลยีค่อนข้างพร้อม เป็นพลังงานที่นักลงทุนต่างประเทศประเภทฉาบฉวยไม่สนใจเนื่องจาก ต้องมีการพัฒนาด้านเชื้อเพลิง (Feedstock) ต้องใกล้ชิดชุมชน ต้องปลูกพืชพลังงานเสริม ทุกอย่างพร้อมขาดเฉพาะ Adder สนับสนุนการขายไฟที่เหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรงไฟฟ้าชุมชนขนาด 1- 2 MW

พลังงานก๊าซชีวภาพ อีกหนึ่งพลังงานยิ่งใหญ่ของไทย ปัจจุบันก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย โรงงานอุตสาหกรรมแทบจะไม่มีให้เห็น ด้วยฝีมือของสนพ.ร่วมกับสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คงต้องพัฒนาไปที่ Energy Crop คือพืชปลูกซึ่งก็ต้องปรับ Adder กันใหม่ โดยเฉพาะโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 1 – 2 MW

พลังงานขยะ ภาครัฐประเมินพลังงานขยะไว้เพียง 160 เมกะวัตต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ส.อ.ท. ประเมินว่าขยะเมืองไทยที่เป็นขยะชุมชนและบ่อฝังกลบเก่าซึ่งสามารถผลิตพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 400 เมกะวัตต์  ส่วนขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ขยะอันตรายก็สามารถผลิตพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์  ขอเพียงกำจัดจุดอ่อนต่าง ๆ ให้กับภาคเอกชน เช่น ระยะเวลาการออกใบอนุญาตขายไฟ (PPA) ลดจากปี 2 ปีให้เหลือ 3 – 6 เดือนและอัตราส่วนเพิ่มการขายไฟฟ้าที่เหมาะสม (คุ้มความเสี่ยง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขนาดเล็กที่มีปริมาณขยะ 50 -100 ตันต่อวัน ควรเพิ่มในอัตราพิเศษ ซึ่งปัจจุบันพลังงานขยะ 0.5 เมกะวัตต์กับ 90 เมกะวัตต์ Adder เท่ากัน

พลังงานรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจน หรือพลังงานอื่น ๆ ที่เป็น New Energy ตั้งเป้าไว้เพียง 3     เมกะวัตต์ ใครมีเทคโนโลยีดีดีก็ลองเสนอกันเข้ามา

ส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพตามแผน AEDP ตั้งเป้าไว้ถึง 40 ล้านลิตรต่อวันหรือประมาณร้อยละ 50 ของการใช้น้ำมันในปัจจุบัน  ปัญหาของเชื้อเพลิงชีวภาพก็คือ ปริมาณที่ผลิตได้มาก แต่ไม่มีตลาดรองรับอย่างเพียงพอ ลองเริ่มต้นจากการยกเลิกเบนซิน 91 ก่อนดีไหม แล้วสนับสนุน E20อย่างจริงจัง  หากภาครัฐสนับสนุนแบบเกรงใจบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ โดยไม่คำนึงถึงผลดีต่อเกษตรกร ช่วยพยุงราคาพืชผล สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือในที่สุดแล้วเชื้อเพลิงชีวภาพอาจตกอยู่ในมือของบริษัทใหญ่ ๆ เพียงไม่กี่แห่ง อำนาจต่อรองของภาคเกษตรจะไม่เป็นไปตามกลไลตลาด งานนี้ถ้า WIN WIN น่าจะยั่งยืน

พลังงานทดแทนไม่เพียงแต่เป็นธุรกิจ Blue Ocean สำหรับคนตาถึง หากมีการพัฒนาได้ตามเป้าหมาย AEDP 10 ปี พลังงานทดแทนจะช่วยค้ำจุนสภาพเศรษฐกิจของไทยไม่ให้อยู่ใน Red Zone เหมือนในปัจจุบัน  แล้ววันนี้ใครคือจุดอ่อน

 

 

Our Partner